เจาะใจ MacBook Air รุ่นใหม่ ปี 2013 “ความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าตาเห็น”

MBA_2013_Article_1

งาน WWDC 2013 ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ นอกจาก OS X Mavericks กับ iOS ที่เป็นพระเอกเรียกเสียงกริ๊ดจากผู้ร่วมงานได้หลายอย่าง ของใหม่ประจำงานรอบนี้ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน นั้นคือ MacBook Air รุ่นปรับปรุงใหม่ กับ Mac Pro รุ่นใหม่ถอดด้าม ทั้งคู่ก็เป็นพระเอกด้าน Hardware ในงานรอบนี้เช่นกัน แถม MacBook Air รอบนี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเดิม จนต้องมาดูกันว่า MacBook Air ดีกว่ารุ่นเดิมแค่ไหนกัน

 

 

MBA_2013_Article_2

ทรงเดิมแต่เปลี่ยนแนวทาง

ในครั้งแรกที่ MacBook Air รุ่น 2 เปิดตัวเมื่อปลายปี 2010 นั้น MacBook Air ถูกสร้างจากแนวคิดการนำเสน่ห์ของ iPad มากลายร่างเป็น Notebook ในเวลานั้น MacBook Air จึงมาแบบบางเบา แข็งแรง แต่ว่องไวด้วยหน่วยความจำเครื่องแบบ Flash แทน Hard Disk แบบจาน ความว่องไวนี้ ทำให้ตัวเครื่องได้ความประหยัดพลังงานและพักเครื่องได้ยาวนานเป็นของแถมเช่นกัน 

MBA_2013_Article_3ความนิยมใน MacBook Air รุ่น 2 นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมันเป็น Notebook น้ำหนักเบาในราคาที่เอื้อมถึง ใช้งานได้ยาวนาน พร้อมกับสร้างกระแสให้ผู้ผลิต Notebook สร้าง Notebook เบา บาง แต่ใช้งานได้ครบเครื่อง ที่เรียกกันว่า Ultrabook ขึ้นมาเช่นกัน ความนิยมใน MacBook Air ทำให้หลายคนใช้มันเป็นเครื่องหลักแทน Notebook เครื่องเก่า ส่วนคนที่ใช้เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองเวลาออกนอกสถานที่ ก็ถูกใจในตัวมันมากขึ้น

ความนิยมที่เกิดขึ้นกับ MacBook Air นี้ น่าจะทำให้ Apple ปรับปรุง MacBook Air รุ่นล่าสุดไปในแนวทาง คงสิ่งที่ดีอยู่แล้วเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเรื่องความว่องไว ความเบาของเครื่อง และราคาที่เป็นมิตร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ปรับปรุงให้ MacBook Air เป็น Notebook ที่พร้อมใช้ทุกสถานการณ์มากขึ้น จึงตรงกับแนวทางที่ Phil Schiller กล่าวว่า “The Ultimate Everyday Notebook”

 

 

ระยะเวลาใช้งานสำคัญกว่าความแรงของเครื่อง

เพื่อให้ MacBook Air เข้าทางคำว่า The Ultimate Everyday Notebook สิ่งที่ Apple พุ่งเป้าในการปรับปรุง MacBook Air ครั้งนี้ เป็นเรื่องการใช้พลังงานส่วนต่างๆ ของเครื่องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันได้แก่

MBA_2013_Article_4

CPU Intel “Core i” 4th Generation (Haswell)

นี่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปรับปรุง MacBook Air รอบนี้ เพราะประสิทธิภาพของ Intel “Haswell” ที่มุ่งเป้าไปที่เรื่องการจัดการพลังงาน โดยในแง่ประสิทธิภาพที่เพิ่มจาก Ivy Bridge ไม่มากนัก แต่เรื่องการใช้พลังงานนั้น Haswell เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง Ivy Bridge อย่างเห็นได้ชัด

สเปคของ CPU ใน MacBook Air รุ่นนี้เป็น Core i5-4250U ความเร็ว 1.3GHz ซึ่งเป็นรุ่นเน้นประหยัดไฟเป็นหลัก แต่ในแง่ประสิทธิภาพแล้ว ก็คล่องตัวกว่า Ivy Bridge ของรุ่นที่แล้ว

CPU ใหม่นี้ มีสถานะการทำงานแบบ กึ่งหลับ ทำให้การใช้งานในบางสถานการณ์ ที่ไม่จำเป็นต้องรีดกำลังเครื่องแบบเต็มที่ เป็นการทำงานที่ตรงกับการใช้งานมากขึ้น การใช้พลังงานก็น้อยลงไปโดยอัตโนมัติ

ในส่วนหน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิค หรือที่เรียกกันติดปากกว่าการ์ดจอนั้น เป็นหน้าที่ของ Intel HD 5000 ที่มารอบนี้ ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า พร้อมกับใช้งาน 3D ได้เต็มที่มากขึ้น ทำให้การตัดต่อวีดีโอ ทำรูปในโปรแกรมต่างๆ ดูหนัง ทำได้สวยขึ้น และรบกวนหน่วยประมวลผลของเครื่องน้อยลง จึงมีส่วนในการใช้พลังงานที่น้อยลงเช่นกัน

 

MBA_2013_Article_5

Flash Storage ที่แรงขึ้น แต่กินไฟน้อยลง

หน่วยความจำแบบ Flash Storage แบบเดียวกับที่ใช้ใน iPhone / iPad นี่ก็เป็นอีกหัวใจที่ทำให้ MacBook Air รุ่นปัจจุบันเป็นที่นิยมเสมอมา แต่กับรุ่นล่าสุดในปี 2013 นี้ มีความเปลี่ยนแปลงในจุดนี้เล็กน้อย นั่นคือความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 800MB ต่อวินาที ซึ่งในรุ่นเดิมทำได้เพียง 300-400MB ต่อวินาที ความเร็วตรงนี้มีผลทั้งการเรียกข้อมูล การเปิด-ปิดเครื่อง รวมถึงเมื่อเปิดฝาเครื่องใช้งานต่อ จะใช้เวลาแค่ 1 วินาที (จากรุ่นเดิม 3 วินาที) ถึงความแรงจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ Flash Storage กินไฟมากขึ้นกว่าเดิม

 MBA_2013_Article_6

Wi-Fi 802.11ac จับสัญญาณได้เสถียรขึ้น

ระบบคลื่นใน Notebook ต่างๆ ถือเป็นส่วนสำคัญในการใช้พลังงาน เพราะถ้าจับคลื่นไม่ดี ไม่เสถียร ก็เป็นส่วนที่กินไฟเอาเรื่องอยู่ สำหรับ ​MacBook Air รุ่นปี 2013 รองรับ Wi-Fi มาตราฐาน 802.11ac ควบคู่กับ a/b/g/n เดิม ความสามารถของ Wi-Fi 802.11ac เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบให้ใช้บนคลื่น 5GHz ซึ่งลงตัวกับอุปกรณ์พกพาอย่าง Smartphone หรือ Notebook ต่างๆ การรับ-ส่ง สัญญาณที่เร็วขึ้น โดยอาศัยเสาที่ใช้เชื่อมต่อเครื่องที่น้อยลง ทำให้เราสามารถใช้ Wi-Fi ในที่สาธารณะได้เสถียรขึ้น​ (หากอุปกรณ์กระจายสัญญาณรองรับ 802.11ac เช่นกัน) ความเร็วที่รองรับในการเชื่อมต่อดีกว่ารุ่นเดิมที่ใช้ 802.11n ถึง 3 เท่า

ความสามารถของ Wi-Fi 802.11ac สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้เร็วมากขึ้น ถ้าใช้กับลูกเล่นอย่าง AirDrop แล้ว การรับ-ส่งข้อมูลจะรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิมอย่างรู้สึกได้ (เครื่องที่รับ-ส่ง ต้องเป็น Mac ที่รองรับ 802.11ac เช่นกัน) การเพิ่มความสามารถ Wi-Fi 802.11ac นอกจากความเร็วแล้ว สัญญาณของ 802.11ac ประหยัดพลังงานลงกว่าเดิมเช่นกัน

 MBA_2013_Article_7

แบตเตอรี่เพิ่มความจุเล็กน้อย แต่เวลาใช้งานไม่เล็กน้อย

แบตเตอรี่ใน MacBook Air รุ่นที่ 2 นี้ ถือเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเครื่อง สำหรับรุ่นปี 2013 แบตเตอรี่หน้าตาเดิม แต่ความจุเพิ่มขึ้น ใช้ได้นานขึ้น และแรงดันไฟเพิ่มขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น

ในรุ่น 13 นิ้ว เดิม แรงดันไฟ 7.3V ความจุ 6700 mAh ใช้งานได้ 9 ชั่วโมง ของใหม่ แรงดันไฟ 7.6V ความจุ 7150 mAh ใช้งานได้ 12 ชั่วโมง

ส่วนรุ่น 11 นิ้ว เดิม แรงดันไฟ 7.3V ความจุ 4680 mAh ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง ของใหม่ แรงดันไฟ 7.6V ความจุ 5100 mAh ใช้งานได้ 9 ชั่วโมง

ดูเผินๆ ความจุแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่น่าจะมีผลต่อการใช้งานที่นานขึ้นขนาดนี้ แต่ประสิทธิภาพ CPU / Flash Storage ใหม่ เป็นจุดที่ลดภาระการใช้พลังงานลงได้มาก ทำให้แบตเตอรี่ที่เพิ่มความจุไม่มากนี้ ใช้งานได้นานขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะเดียวกัน แรงดันไฟที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ระยะเวลาการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่จนเต็มสั้นลง นั้นแปลว่าการชาร์จ MacBook Air เพื่อนำไปใช้งานต่อ จะทำได้ว่องไวมากขึ้นนั้นเอง

 

MBA_2013_Line_upซื้อรุ่นไหนดี?

MacBook Air ในตอนนี้มีทั้งหมด 4 รุ่นให้เลือกกัน โดยทุกรุ่นยืนพื้นสเปคดังนี้

  • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 ความเร็ว 1.3GHz Dual-core (ความเร็วสูงสุดที่ใช้งานได้คือ 2.6GHz)
  • การ์ดจอ Intel HD Graphics 5000
  • RAM 4GB

สิ่งที่ต่างคือความจุของ Flash ในเครื่อง ที่มีให้เลือกระหว่าง 128GB หรือ 256GB โดยราคาดังนี้

  • 11 นิ้ว 128GB : 31,900 บาท
  • 11 นิ้ว 256GB : 37,900 บาท
  • 13 นิ้ว 128GB : 34,900 บาท
  • 13 นิ้ว 256GB : 41,900 บาท

หากซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย เช่น iStudio, Powerbuy, Power Mall, IT City ฯลฯ จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนสเปคแบบการซื้อ Notebook อื่นๆ ได้ เช่นการเปลี่ยน RAM หรือความจุเครื่อง ฉะนั้น หากพอใจกับ RAM 4GB ซึ่งสามารถใช้งาน OS X ในแบบงานเอกสาร ดูหนัง เล่นเว็บ ฟังเพลง ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่หน่วงหรือช้าจนเกินไป เพียงพอสำหรับใช้งานเต็มประสิทธิภาพ 2-3 ปี โดยประมาณ

MBA_2013_Line_up_1แต่หากต้องการเพิ่ม RAM หรือความจุ Flash ด้วยแล้ว ต้องซื้อผ่าน Apple Online Store ประเทศไทยเท่านั้น การเพิ่ม RAM จาก 4GB เป็น 8GB จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,280 บาท ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ชอบตกแต่งภาพ / ตัดต่อวีดีโอระดับพื้นฐาน รวมถึงใช้กับโปรแกรมเฉพาะทางบางอย่าง ส่วนการเพิ่มความจุ Flash จาก 256GB เป็น 512GB (ในรุ่น 128GB จะไม่มีการเพิ่ม Flash ให้) จะอยู่ที่ 9,840 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวถือว่าสูงไปสักหน่อย เพราะเงินจำนวนดังกล่าวนำไปซื้อ Hard Disk พกพาที่ใช้ USB 3.0 หรือ Thunderbolt ซึ่งได้ทั้งความจุตั้งแต่ 1TB ขึ้นไป และมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงในระดับหนึ่ง

ฉะนั้นแล้ว รุ่น 128GB ของจอ 11 นิ้ว และ 13 นิ้ว ถือว่าเหมาะสมกับผู้ต้องการลองใช้ Mac หรือใช้เป็น Notebook สำหรับพกมานอกบ้านอย่างเดียว โดยมี iMac หรือ PC ตั้งโต๊ะตัวหลักที่บ้าน และผู้ที่ต้องการคอมพิวเตอร์เครื่องหลัก แบบไม่ใช้งานมาก

ส่วนรุ่น 256 GB ของจอ 11 นิ้ว และ 13 นิ้ว ถือว่าเหมาะกับคนที่ต้องการคอมพิวเตอร์เครื่องหลักแบบ ใช้เป็นเครื่องเดียวของชีวิต รวมถึงใช้ทำงานเฉพาะบางอย่างเช่นการทำรูป ตัดต่อวีดีโอ ที่ไม่ซับซ้อนมาก หรือโปรแกรมเฉพาะบางอย่าง ซึ่งอาจต้องเผื่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไว้บ้าง รุ่น 256GB ถือว่าตอบโจทย์ได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้เป็นตัวตนของ MacBook Air รุ่นปี 2013 รุ่นปรับปรุงใหญ่ของ MacBook Air ที่เรียกว่าจัดเต็มทั้งคุณภาพและราคากันทีเดียว

 


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke