Rod Schultz อดีตวิศวกรของ iTunes เผย “งานที่ Apple มอบให้ผมทำในอัปเดตของ iTunes คือบล็อคคู่แข่ง 100%”

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน Apple ถูกฟ้องร้องหนักเรื่องของคดี iPod ที่มีผู้ฟ้องร้องว่า Apple พยายามผูกขาดตลาดนี้ รวมถึงตลาดขายเพลงดิจิทัล ซึ่งนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ iPod ราคาพุ่งขึ้นสูงในช่วงปี 2006-2009 ซึ่งจนถึงวันนี้คดีความก็ยังคงดำเนินอยู่ในชั้นศาล และเมื่อเร็วๆ นี้เอง ศาลก็ได้เบิกตัวอดีตวิศวกรของ iTunes ให้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดสำคัญของคดีนี้แบบหมดเปลือก จนเรียกได้ว่าหลักฐานมัดตัว Apple ทุกทางจริงๆ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศาลได้เบิกตัวนาย Rod Schultz อดีตวิศวกรของ iTunes ที่เป็นพยานฝ่ายโจกท์มาให้ปากคำเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านั้นในชั้นศาลก็ได้ถกเถียงอย่างหนักหน่วงถึงกรณีข้างต้น และกรณีที่ iTunes ทำการลบเพลงออกจาก iPod เองโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้ยินยอม ซึ่งนาย Rod Schultz ก็ได้เปิดเผยว่า ทั้งหมด ล้วนเป็นคำสั่งของ Apple ทั้งนั้น

ตัวเขาได้อธิบายว่า เขาเริ่มทำงานกับ Apple ในแผนก iTunes ในปี 2006 โดยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม “Candy” ซึ่งภารกิจหลักของทีมนี้ คือ “ขัดขวางและปิดกั้นแอปพลิเคชันของคู่แข่งของ iTunes ทั้งหมด” โดยไม่สนใจว่าแอปฯ นั้นจะเป็นของอะไร รวมถึงสอดส่องผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด ที่ตั้งตนเป็นศัตรูของ iPod โดยสมบูรณ์ แต่หลังจากทำงานได้สองปี เขาตัดสินใจลาออกจาก Apple ในปี 2008 ก่อนจะมาเปิดเผยเรื่องนี้ครั้งแรกผ่านเอกสารลับในปี 2012 ซึ่งเดิมทีฝ่ายโจกท์ก็ได้ร้องขอให้ศาลเข้ามาพิจารณาเอกสารฉบับนี้ของ Rod Schultz ด้วย แต่ศาลได้ปัดทิ้งไปเพราะความเห็นส่วนบุคคลใช้อ้างอิงไม่ได้

อย่างไรก็ตามทนายฝั่ง Apple ก็ได้ออกมาแย้งในเรื่องนี้แบบทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า “เราต้องการให้ระบบของเรารวมถึงลิขสิทธิ์เพลงต่างๆ นั้นมีความปลอดภัยมากที่สุด และประเด็นเรื่องงานของ Rod Schultz นั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาพูด เพราะอันที่จริงงานของเขาคือปิดกั้นระบบจากการถูกโจมตีจากแฮคเกอร์ที่ไม่หวังดีต่อระบบและขโมยงานที่เป็นลิขสิทธิ์ต่างๆ ออกไป” โดยเมื่อฝั่ง Apple พูดจบ นาย Rod Schultz ก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธในเรื่องนี้อย่างใด

ทั้งนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณาเพิ่มเติมจากการให้ปากคำของทั้งสองในครั้งนี้ แต่เชื่อว่าในเร็วๆ นี้คงจะได้เห็นความคืบหน้าของคดีนี้เพิ่มเติมแน่นอนครับ


ที่มา: Wall Street Journals, TUAW


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke