สรุปงาน October Media Event เปิดตัว iPad Air 2, iPad mini 3, iMac with Retina 5K display และ Mac mini แบบครบทุกรายละเอียด

และแล้วก็จบลงไปอีกงาน กับงาน October Media Event ที่ในวันนี้เราได้เห็น Apple พาเหรดเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นจำนวนมาก และงานนี้ก็เป็นการรื้อฟื้นสินค้าหนึ่งของ Apple ด้วย โดยใครที่ไม่ได้ติดตามงานนี้แบบสดๆ เมื่อคืนนั้น ทีมงานเราก็ได้สรุปมาให้อ่านกันแบบครบทุกกระเบียดนิ้วเช่นเคยครับ ^^

 

สำหรับคนขี้เกียจอ่าน ไปดูสรุปงานแบบรวบรัดได้ที่

สรุปสเปค-ราคา พร้อมคำแนะนำ ซื้ออะไรดี? iPad Air 2, iPad mini 3, iMac และ Mac mini ใหม่ ฉบับอ่านง่าย จบใน 5 นาที http://www.macstroke.com/39429/

 

เปิดงานด้วยความสำเร็จของ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus

Apple เปิดงานนี้ด้วยการนำเอาบรรยากาศวันที่ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ขายอย่างเป็นทางการวันแรกมารีรันให้ชมกัน พร้อมทั้งระบุว่า iPhone 6 และ iPhone 6 Plus นั้นเป็น iPhone ที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการสมาร์ทโฟน และยังครองตำแหน่งสินค้าที่มียอดขายในเดือนแรกสูงสุด และนี่ก็คือ iPhone ที่เปิดตัวได้ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งด้วย

 

Apple Pay มาแล้ว!

เริ่มงานกันด้วยการนำ Apple Pay มารีรันกันอีกครั้ง โดยระบุว่าจะเปิดให้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นประเทศแรก โดยมีธนาคารเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และจะเพิ่มเป็น 500 รายในปีหน้า รวมถึงยังได้เพิ่มร้านค้าที่รับชำระด้วย Apple Pay เพิ่มเติมด้วย

และในส่วนของ Online Payment ก็มีการเพิ่มแอปพลิเคชันที่รองรับเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแอปพลิเคชันไหนที่สนใจจะนำ Apple Pay ไปใช้งานร่วมกัน ก็สามารถใช้งาน Apple Pay SDK ช่วยเหลือได้เช่นเคย

โดยทั้งหมดนี้ Apple จะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้ แน่นอนว่าเฉพาะสหรัฐอเมริกาก่อนครับ

 

ความคืบหน้าของ Apple Watch

จบเซคชั่น Apple Pay ก็ได้ฤกษ์หยิบ Apple Watch มาพูดถึงอีกครั้ง โดยเริ่มจากประเด็นที่นิตยสาร Vogue ของจีนนำ Apple Watch ขึ้นปกนั้นมาพูดถึงก่อน และตามด้วยการประกาศเปิดตัว WatchKit SDK สำหรับนักพัฒนาที่จะเริ่มเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วน Apple Watch ยังคงมีกำหนดการขายในเวลาเดิม คือช่วงต้นปี 2015

 

การมาถึงของ iOS 8.1: เปิดให้อัปเดต 20 ตุลาคมนี้

หลังจากได้รับเสียงตอบรับของ iOS 8 ทั้งด้านดีและด้านลบพอสมควร Apple ก็เลยตัดสินใจพัฒนา iOS 8.1 ออกมาเพื่อตอบรับต่อเสียงติ และเสียงชมเพิ่มเติม โดยของใหม่ใน iOS 8.1 มีทั้งหมดสองอย่าง คือ เพิ่มรองรับการใช้งาน Apple Pay และรองรับการใช้งาน iCloud Photo Library ตัวใหม่ที่จะใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์ iOS 8.1 ตัวอื่นๆ, OS X Yosemite และ PC

ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด iOS 8.1 ไปใช้งานได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป

 

 

การมาถึงของ OS X Yosemite ตัวจริง: อัปเดตได้แล้ว วันนี้

หลังจากเปิดตัวไปในงาน WWDC 2014 เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ในงานนี้ Apple ก็ได้นำ OS X Yosemite มารีรันซ้ำอีกครั้ง พร้อมทั้งประกาศวันเปิดอัปเดตอย่างทางการด้วย

ใครที่อยากรู้ว่าฟีเจอร์ของ OS X Yosemite นั้นมีอะไรบ้าง อ่านเพิ่มที่นี่ครับ 

สรุปงาน Worldwide Developer Conference 2014
เปิดตัว iOS 8 และ OS X Yosemite ฉบับเก็บทุกรายละเอียดของงาน!

กลับเข้าเรื่องกันต่อ สำหรับ OS X Yosemite จะพร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป !!! ฟรี เหมือนเดิม !!! โดยสามารถใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ Macintosh ดังต่อไปนี้ครับ

  • iMac รุ่น Mid 2007 หรือใหม่กว่า
  • MacBook รุ่น Late 2008 Aluminium หรือ Early 2009 หรือใหม่กว่า
  • MacBook Pro รุ่น Mid/Late 2007 หรือใหม่กว่า
  • MacBook Air รุ่น Late 2008 หรือใหม่กว่า
  • Mac mini รุ่น Early 2009 หรือใหม่กว่า
  • Mac Pro รุ่น Early 2008 หรือใหม่กว่า
  • Xserve รุ่น Early 2009 เท่านั้น
  • เฉพาะ Mac รุ่นปี 2012 หรือใหม่กว่าเท่านั้น ที่ใช้งานคุณสมบัติ Handoff ได้

ทั้งนี้ OS X Yosemite ยังคงมีเงื่อนไขในการอัปเกรดขึ้นมาเหมือนกับ OS X Mavericks เช่นเดิมครับ ซึ่งนั่นก็คือ

  • กรณี OS X Snow Leopard (10.6.8) ขึ้นไป : สามารถอัปเกรดขึ้นมาเป็น OS X Yosemite ผ่านทาง Mac App Store ได้ในทันที โดยไม่ต้องอัปเกรดขึ้นมาเป็น OS X Mavericks ก่อน
  • กรณี OS X Snow Leopard (10.6.7) ลงไป : ให้อัปเดต OS X Snow Leopard ขึ้นมาเป็น 10.6.8 ก่อน แล้วค่อยอัปเกรดเป็น OS X Yosemite ผ่านทาง Mac App Store
  • กรณี OS X Leopard (10.5) ลงไป : ให้หาแผ่น OS X Snow Leopard มาติดตั้งแล้วอัปเกรดขึ้นมาเป็นเวอร์ชัน 10.6.8 ก่อน แล้วค่อยอัปเกรดเป็น OS X Yosemite ผ่านทาง Mac App Store

 

 

iWork เวอร์ชันอัปเดต

เมื่ออัปเดต OS X Yosemite แล้ว Apple ก็ไม่พลาดที่จะอัปเดต iWork แอปพลิเคชันด้านการทำงานของตัวเองเช่นกัน โดยที่ iWork เวอร์ชันใหม่จะพร้อมให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยที่ในส่วนของเวอร์ชัน iOS จะมีการปรับราคาเป็นฟรีแล้ว

 

ทั้งหมดนี้ เราทำให้มัน “ใช้งานด้วยกันได้”

Apple นำจุดยืนใหม่ของทั้ง iOS 8 และ OS X Yosemite มาพูดถึง นั่นก็คือ Working together หรือให้มันทำงานร่วมกันได้ โดยชูฟังก์ชัน Handoff และ Continuty เป็นจุดขายหลัก พร้อมทั้งการมาของ iCloud Drive รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกว่าเก่านั่นเอง

นอกจากนี้ Apple ยังพัฒนาให้ฟังก์ชันนี้ขยายไปยัง Apple Watch อีกด้วย โดย Apple Watch จะสามารถใช้ควบคุมสไลด์และการนำเสนอของ Keynote ได้ด้วย

 

 

เรื่องราวของ iPad

iPad ถือว่าเป็นหนึ่งในแท็บเล็ตที่เปลี่ยนโลกการใช้งานคอมพิวเตอร์ได้มากพอสมควร โดยในปัจจุบัน ยอดขาย iPad สามารถทำได้มากกว่า 225 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นเงิน 4 ล้านล้านบาท!! โดยที่ยอดขายคอมพิวเตอร์นับย้อนหลัง 12 เดือนตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2014 iPad สามารถทำยอดขายได้ 70 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คทั่วๆ ไป ที่ทำยอดขายได้สูงสุด 57 ล้านเครื่อง อีกทั้งเสียงตอบรับจากลูกค้ายังคงเป็นที่ 1 เหมือนเดิม และเมื่อถามถึงการแนะนำ ก็ยืนยันว่า 100% ยังคงแนะนำให้คนรอบข้างซื้อ iPad เพื่อนำไปใช้งานต่อไป

 

 

iPad Air 2 กับความบาง บางที่สุดในโลก!

เรียกว่ามาตามนัดดีกว่า สำหรับ iPad Air 2 โดยสิ่งที่เห็นตั้งแต่เริ่มเลยคือ ความบางที่บางถึง 6.1 มิลลิเมตร บางกว่า iPad Air รุ่นแรก 18%! ทำให้สามารถเรียกได้ว่ามันคือแท็บเล็ตที่บางที่สุดในโลก ซึ่งเมื่อเทียบความหนากับ iPad รุ่นแรกแล้ว เราจะต้องวาง iPad Air 2 ถึงสองตัว เพื่อให้ได้ความหนาที่เทียบเท่ากันด้วย

 

 ซ้าย iPad ตัวแรกสุด / ขวา iPad Air 2 วางซ้อนกันสองชั้น

 

ในด้านหน้าจอแสดงผล ก็มีการปรับรูปแบบการผลิตใหม่ โดยลดช่องว่างระหว่างจอ LCD กับส่วน Touch Layer ลง และเพิ่มฟิล์มลดแสงสะท้อน ซึ่งจะช่วยให้หน้าจอนั้นมีแสงสะท้อนลดลงถึง 56% โดยไม่ต้องเร่งแสงที่หน้าจอให้มากจนเกินไป

 

สำหรับสเปค iPad Air มาพร้อมกับ หน่วยประมวลผล Apple A8X ที่มีทรานซิสเตอร์จำนวน 3,000 ล้านตัว ความสามารถในการประมวลผลดีกว่า iPad รุ่นแรก 12 เท่า และเรื่องกราฟิก ดีกว่า iPad รุ่นแรกถึง 120 เท่า! แน่นอนว่า Apple A8X ยังคงมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลรอง Apple M8 ที่มีความสามารถที่เทียบเท่า iPhone 6 และ iPhone 6 Plus นั่นเอง

 

ส่วนกล้องของ iPad Air 2 นั้นมาพร้อมกับกล้อง iSight ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ที่ 1.12 ไมครอน ค่ารูรับแสงที่ f/2.4 รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 1080p และมีหน่วยประมวลผลของภาพแยกใน Apple A8X เหมือนกับ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ด้วย รวมถึง iPad Air 2 ยังรองรับการถ่ายภาพในโหมดใหม่ๆ นั่นก็คือ Panorama ที่ความละเอียดสูงสุด 43 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายภาพในแบบ Burst Shot  รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Timelapse และ Slo-mo Video ที่ความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาทีด้วยนั่นเอง

 

นอกจากกล้องหลักแล้ว กล้อง FaceTime HD Camera ก็ยังมีการปรับใหม่ทั้งหมด โดยใช้เซ็นเซอร์รูปแบบใหม่ มีค่ารับแสงที่ f/2.2 ทำให้ภาพสว่างขึ้น 81% และเมื่อภาพที่ได้จาก FaceTime HD Camera ดีขึ้น ก็ต้องมีการเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ เข้ามาอีกมาก นั่นก็คือ Burst Selfie, Single HDR Shot for Selfie และ HDR Video สำหรับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง FaceTime HD Camera

 

ในส่วนการเชื่อมต่อนั้น iPad Air ได้มีการเพิ่มรูปแบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi รูปแบบใหม่ นั่นก็คือ Wi-Fi 802.11ac with MIMO โดยสามารถทำความเร็วได้สูงกว่ารุ่นเดิมถึง 2.8 เท่า หรือ 866 Mbps และยังรองรับเครือข่าย LTE Cat-6 ที่ความเร็วสูงสุด 150 Mbps ซึ่ง iPad Air 2 นั้นสามารถรองรับคลื่นความถี่ LTE ได้มากกว่า 20 คลื่นที่เปิดให้บริการทั่วโลกด้วย

 

ที่สำคัญที่สุดใน iPad Air 2 คือเพิ่ม Touch ID เข้ามาด้วย โดยความสามารถของ Touch ID นั้นแทบไม่แตกต่างจาก iPhone ซึ่งก็คือใช้ในการยืนยันตนเพื่อปลดล็อกหน้าจอ ใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นๆ และยังรองรับการใช้งาน Apple Pay Online Payment ด้วยนั่นเอง

 

 

iPad mini 3 รุ่นอัปเกรดของ iPad mini 2!

พร้อมกันนั้น Apple ยังได้ประกาศอัปเกรด iPad mini เป็น iPad mini 3 ด้วย โดยสเปคนั้นเรียกว่าตามๆ iPad Air 2 มาเกือบทั้งหมด โดยส่วนที่แตกต่างจาก iPad Air 2 นั้นมีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอแสดงผลไม่มีการติดฟิล์มกันแสงสะท้อน
  • หน่วยประมวลผลยังใช้ Apple A7
  • กล้อง iSight ที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และตัด Slo-mo Video กับ Burst Mode ออก
  • เรียกได้ว่าสเปคแทบไม่ต่างจาก iPad mini 2 เลย

 

ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย iPad Air และ iPad mini 3

สำหรับราคาจำหน่ายของ iPad Air และ iPad mini 3 นั้นมีดังต่อไปนี้ครับ

 

ราคา iPad Air 2 ที่สิงคโปร์

Wi-Fi 

  • 16 GB – 688 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 17,500 บาทไทย
  • 64 GB – 828 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 21,000 บาทไทย
  • 128 GB – 968 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 24,600 บาทไทย

Wi-Fi + Cellular

  • 16 GB – 868 ดอลลาร์สิงค์โปร์ หรือประมาณ 22,000 บาทไทย
  • 64 GB – 1,008 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 25,600 บาทไทย
  • 128 GB – 1,148 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 29,200 บาทไทย

หมายเหตุ: ราคาอ้างอิงจาก Apple Online Store ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะใกล้เคียงกับราคาของประเทศไทยมากที่สุด แต่ทั้งนี้ต้องรอฟังราคาอย่างเป็นทางการจาก Apple ประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อ iPad Air 2 วางจำหน่ายจริง

 

ราคา iPad Mini 3 ที่สิงคโปร์

Wi-Fi

  • 16 GB – 548 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 13,900 บาทไทย
  • 64 GB – 688 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 17,500 บาทไทย
  • 128 GB – 828 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 21,000 บาทไทย

Wi-Fi + Cellular

  • 16 GB – 728 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 18,500 บาทไทย
  • 64 GB – 868 ดอลลาร์สิงค์โปร์ หรือประมาณ 22,000 บาทไทย
  • 128 GB – 1,008 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 25,600 บาทไทย

หมายเหตุ: ราคาอ้างอิงจาก Apple Online Store ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะใกล้เคียงกับราคาของประเทศไทยมากที่สุด แต่ทั้งนี้ต้องรอฟังราคาอย่างเป็นทางการจาก Apple ประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อ iPad mini 3 วางจำหน่ายจริง

โดยแอปเปิลจะเริ่มเปิดให้จอง iPad Air ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มแรกที่ขาย iPad ครับ อาจตัองรอถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

 

ท้ายที่สุด Apple ยังคงจำหน่าย iPad Air รุ่นแรก iPad mini 2 และ iPad mini ต่อไปอีกหนึ่งปี โดยลดราคาลงบางส่วนด้วยดังนี้

ราคา iPad Air รุ่นเก่า หลังปรับราคา

  • Wi-Fi 16 GB – 13,400 บาท (ราคาเปิดตัว 16,900 บาท)
  • Wi-Fi 32 GB – 15,200 บาท (ราคาเปิดตัว 20,400 บาท)
  • Wi-Fi + Cellular 16 GB – 17,900 บาท (ราคาเปิดตัว 21,400 บาท)
  • Wi-Fi + Cellular 32 GB – 19,700 บาท (ราคาเปิดตัว 24,900 บาท)
  • รุ่น 64 GB และ 128 GB ไม่มีวางจำหน่ายอีกต่อไป

 

ราคา iPad mini 2 (iPad mini with Retina Display เดิม) หลังปรับราคา

  • Wi-Fi 16 GB – 10,400 บาท (ราคาเปิดตัว 13,400 บาท)
  • Wi-Fi 32 GB – 12,200 บาท (ราคาเปิดตัว 16,900 บาท)
  • Wi-Fi + Cellular 16 GB – 14,900 บาท (ราคาเปิดตัว 17,900 บาท)
  • Wi-Fi + Cellular 32 GB – 16,700 บาท (ราคาเปิดตัว 21,400 บาท)

 

ราคา iPad mini รุ่นแรก หลังปรับราคา

  • Wi-Fi 16 GB – 8,600 บาท
  • Wi-Fi + Cellular 16 GB – 13,100 บาท

หมายเหตุ: ราคาข้างต้นนี้เป็นราคาที่มาจาก Apple Online Store ประเทศไทย ที่เริ่มใช้ราคาใหม่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปแล้ว คาดว่าตัวแทนจำหน่ายและเครือข่ายจะปรับราคาลงในเร็วๆ นี้ครับ

 

 

 

iMac with Retina 5K Display – เมื่อ Retina Display เดินทางมาถึงเดสก์ท็อป

เรียกได้ว่าเป็นของใหม่แบบโหดๆ เลยทีเดียวสำหรับ iMac with Retina 5K Display โดยจุดขายหลักของมันก็คือหน้าจอ Retina 5K Display ที่มาพร้อมกับความละเอียด 5120×2880 พิกเซล หรือคิดเป็นจำนวนพิกเซลรวมทั้งหมด 14.7 ล้านพิกเซล ต่อหนึ่งหน้าจอ ซึ่งถือว่ามีความละเอียดสูงสุดในโลก โดยที่ความละเอียดนี้ยังมากกว่า Full HD ถึง 7 เท่า และมากกว่า 4K ถึง 67%

ในส่วนของดีไซน์นั้นยังคงยืนแบบของ iMac รุ่นปัจจุบัน ซึ่งก็คือในส่วนของจอนั้นมีความบางเพียง 5 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยเมื่อลงรายละเอียด Apple มีชิป Timing Cotntrol ที่ใช้ในการควบคุมตัว Oxide TFT ซึ่งเป็นจอแสดงผลรูปแบบใหม่ อีกทั้งยังมี Organic passivation, LED แบบใหม่ที่กินพลังงานลดลง โดยทั้งหมดนี้มันช่วยทำให้จอความละเอียดขนาดนี้ กินพลังงานตัวเครื่องลดลง 30% อีกทั้งยังมี Photo alignment และ Compensation film ที่ช่วยทำให้ภาพคมชัดขึ้นอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้แบบเชิงลึก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ > http://www.apple.com/th/imac-with-retina/design/

 

เมื่อลงสเปค iMac รุ่นนี้มาพร้อมกับ Intel Core i5 ความเร็วเริ่มต้น 3.5 GHz และมาพร้อมกับชิปกราฟิก AMD Radeon R9 โดยให้ความสามารถในการประมวลผลที่ดีกว่ารุ่นเดิมถึง 3.5 เทราฟล็อป และยังมี Thunderbolt 2 ที่เพิ่มความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลผ่านสาย Thunderbolt อีกด้วย

สำหรับราคาของ iMac รุ่นนี้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ราคาเริ่มต้น 85,900 บาท โดยมาพร้อมกับสเปคดังต่อไปนี้
    • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 ความเร็ว 3.5 GHz Turbo Boost ได้สูงสุด 3.9 GHz
    • แรม 8GB แบบ DDR3 ความเร็วบัส 1600 MHz (เป็นแบบ 4GB ติดตั้งคู่ขนาน 2 ราง)
    • พื้นที่เก็บข้อมูลเลือกได้ระหว่าง Fusion Drive ขนาด 1 TB หรือ Flash Storage ความจุ 256 GB
    • หน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Radeon R9 M290X ความเร็วแรม 2GB แบบ GDDR5
  • สามารถอัปเกรดเพิ่มได้ดังนี้
    • หน่วยประมวลผล
      • Intel Core i7 ความเร็ว 4.0 GHz Turbo Boost ได้สูงสุด 4.4 GHz – 8,200 บาท
    • แรม
      • 16GB (แบบ 8GB ติดตั้งคู่ขนาน 2 ราง) – 6,560 บาท
      • 32GB (แบบ 8GB ติดตั้งคู่ขนาน 4 ราง) – 19,680 บาท
    • พื้นที่เก็บข้อมูล
      • Fusion Drive ขนาด 3 TB – 4,920 บาท
      • Flash Storage ความจุ 512 GB – 9,840 บาท
      • Flash Storage ความจุ 1 TB – 26,240 บาท
    • หน่วยประมวลผลกราฟิก
      • AMD Radeon R9 M295X ความเร็วแรม 4GB แบบ GDDR5 – 8,200 บาท
  • ราคาสเปคสูงสุดอยู่ที่ 148,220 บาท

หมายเหตุ: ราคาข้างต้นนี้เป็นราคาที่มาจาก Apple Online Store ประเทศไทย

ท้ายที่สุด iMac รุ่นนี้พร้อมวางจำหน่ายตั้งแค่วันนี้เป็นต้นไป ใช้เวลาในการเตรียมและจัดส่งสินค้า 1-2 อาทิตย์ครับ

 

 

Mac mini พร้อมสเปคใหม่

และก็ถึงเวลาของการอัปเกรด Mac mini เมื่อมาพร้อมกับสเปคที่ปัจจุบันมากขึ้น โดยมาพร้อมกับ Intel Core i Generation 4 ที่มาพร้อมกับตัวประมวลผลกราฟิก Intel Iris และ Intel HD Graphics 5000 พร้อมทั้งเปลี่ยนที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ PCIe Flash Stroage เพิ่มการรองรับ Wi-Fi 802.11ac และเพิ่ม Thunderbolt 2 เข้ามาครับ

ในส่วนราคาของ Mac mini ตัวใหม่นี้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

1.4 GHz Mac mini

  • ราคาเริ่มต้น 16,900 บาท โดยมาพร้อมกับสเปคดังต่อไปนี้
    • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 ความเร็ว 1.4 GHz แบบดูอัลคอร์
    • แรม 4GB แบบ LPDDR3 ความเร็วบัส 1600 MHz
    • พื้นที่เก็บข้อมูล 500GB
    • หน่วยประมวลผลกราฟิก Intel HD Graphics 5000
  • สามารถอัปเกรดเพิ่มได้ดังนี้
    • แรม
      • 8GB – 3,280 บาท
      • 16GB – 9,840 บาท
    • พื้นที่เก็บข้อมูล
      • Fusion Drive ขนาด 1TB – 8,200 บาท
  • ราคาสเปคสูงสุดอยู่ที่ 34,940 บาท

 

2.6 GHz Mac mini

  • ราคาเริ่มต้น 23,900 บาท โดยมาพร้อมกับสเปคดังต่อไปนี้
    • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 ความเร็ว 2.6 GHz Turbo Boost สูงสุด 3.1 GHz แบบดูอัลคอร์
    • แรม 8GB แบบ LPDDR3 ความเร็วบัส 1600 MHz
    • พื้นที่เก็บข้อมูล 1TB
    • หน่วยประมวลผลกราฟิก Intel Iris Graphics
  • สามารถอัปเกรดเพิ่มได้ดังนี้
    • หน่วยประมวลผล
      • Intel Core i7 ความเร็ว 2.6 GHz Turbo Boost สูงสุด 3.1 GHz แบบดูอัลคอร์ – 10,000 บาท
    • แรม
      • 16GB – 6,560 บาท
    • พื้นที่เก็บข้อมูล
      • Flash Storage ความจุ 256GB – 6,560 บาท
      • Fusion Drive ขนาด 1TB – 6,560 บาท
  • ราคาสเปคสูงสุดอยู่ที่ 47,020 บาท

 

2.8 GHz Mac mini

  • ราคาเริ่มต้น 33,900 บาท โดยมาพร้อมกับสเปคดังต่อไปนี้
    • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 ความเร็ว 2.8 GHz Turbo Boost สูงสุด 3.3 GHz แบบดูอัลคอร์
    • แรม 8GB แบบ LPDDR3 ความเร็วบัส 1600 MHz
    • พื้นที่เก็บข้อมูลเลือกได้ระหว่าง Fusion Drive ขนาด 1TB หรือ Flash Storage ความจุ 256GB
    • หน่วยประมวลผลกราฟิก Intel Iris Graphics
  • สามารถอัปเกรดเพิ่มได้ดังนี้
    • หน่วยประมวลผล
      • Intel Core i7 ความเร็ว 3.0 GHz Turbo Boost สูงสุด 3.5 GHz แบบดูอัลคอร์ – 6,560 บาท
    • แรม
      • 16GB – 6,560 บาท
    • พื้นที่เก็บข้อมูล
      • Flash Storage ความจุ 512GB – 9,840 บาท
      • Flash Storage ความจุ 1TB – 26,240 บาท
  • ราคาสเปคสูงสุดอยู่ที่ 73,260 บาท

 หมายเหตุ: ราคาข้างต้นนี้เป็นราคาที่มาจาก Apple Online Store ประเทศไทย

แน่นอนว่าเริ่มขายวันนี้เช่นกัน ใช้เวลาเตรียมและจัดส่งภายใน 1-2 อาทิตย์ครับ

 

 

ทิ้งท้าย

Tim Cook ขึ้นมาทิ้งท้ายงานอีกครั้งด้วยประโยคที่ว่า “เร็วๆ นี้ คุณจะได้สวมใส่เทคโนโลยีและประสิทธิภาพที่แท้จริง บนข้อมือของคุณ” ก่อนขอบคุณพนักงานทุกคนที่ทำให้มีผลงานต่างๆ มาเปิดตัวกันได้ในวันนี้

ท้ายที่สุด Tim Cook บอกว่า “ไม่มี TV” เพราะ TV มันไม่เป็นส่วนตัว เลยทำให้ยืนยันได้ไม่แน่ชัดว่าท้ายที่สุดแล้ว จะมี Apple TV รุ่นใหม่เปิดตัวออกมาจริงหรือไม่ซึ่งก็คงต้องบอกกันตามระเบียบว่า งานนี้ต้องรอดูกันไปอีกยาวๆ ครับ

 

สำหรับใครที่อยากดูวิดีโอ Keynote ถ่ายทอดสด ย้อนหลัง สามารถดูได้จากที่นี่ครับ

“Apple Event: October Media Event”

 

แล้วอย่าลืมติดตามข่าวสารดีๆ กับทีมงาน MacStroke.com ได้ทั้งทางเว็บไซต์, Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke นะครับ


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke