Bono หัวหน้าวง U2 ออกมากล่าวขอโทษผู้ใช้ iTunes ทุกคน ที่เขาและวงยัดเยียดอัลบั้ม Song of Innocence ให้

ในงานเปิดตัว iPhone 6 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ Apple เอามาเซอร์ไพรส์ท้ายงานก็คือวง U2 ได้เปิดตัวอัลบั้มใหม่ในงานนี้ครั้งแรก พร้อมทั้งเปิดให้ดาวน์โหลดเพลงในอัลบั้ม Song of Innocence ให้ไปฟังกันได้แบบฟรีๆ ถึงแม้ว่าในวันนี้สิทธิ์การดาวน์โหลดเพลงได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ที่ไม่สิ้นสุดตามไปด้วยนั่นก็คือความรู้สึกของผู้ใช้ที่กลับออกมาในแง่ลบ ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่า Apple และ U2 กำลังยัดเยียดสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นไม่ต้องการให้นั่นเอง

เนื่องในโอกาสที่ U2 ได้เปิดให้สัมภาษณ์กับแฟนคลับใน Facebook ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Bono หัวหน้าวงของ U2 ก็ได้ออกมากล่าวขอโทษ Apple และ ผู้ใช้ iTunes ทุกคน จากกรณีที่วงได้ร่วมมือกับ Apple เพื่อเปิดให้ดาวน์โหลดอัลบั้ม Song of Innocence ในแบบฟรีๆ ด้วยแคมเปญ Song of Innocence Giveaway แต่ผลปรากฎว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ กลับกลายเป็นว่าอัลบั้มนี้ถูกนำขึ้นไปปรากฎไว้ในรายการที่ซื้อแล้วบน iTunes Account กว่า 500 ล้านบัญชีภายในคืนเดียว

Bono ยังบอกต่อว่า เหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือการตัดสินใจของเขาเพียงคนเดียว เพราะกลัวว่าเมื่อเปิดตัวอัลบั้มใหม่ไปด้วยวิธีการตามปกติแล้ว จะมีผู้ฟังน้อยกว่าที่คาดไว้ หรือไม่ก็ไม่มีคนฟังเพลงที่ตัวเขาและวงได้ทุ่มเทมากว่าสองปีเลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามแต่ การเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านแคมเปญ Song of Innocence Giveaway นี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อดีเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อสรุปยอดทั้งหมดแล้วมีผู้ที่สนใจดาวน์โหลดไปเก็บไว้กว่า 26 ล้านรายภายในระยะเวลา 1 เดือนตามที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี อีกทั้ง Eddy Cue รองประธานฝ่ายซอฟต์แวร์และบริการทางอินเทอร์เน็ตของ Apple ยังออกมาให้ข้อมูลเพิ่มว่า มีผู้ฟังเพลงในอัลบั้ม Song on Innocence ของ U2 ไปกว่า 81 ล้านคน โดยนับจากทั้ง iTunes, iTunes Radio และ Beats Music รวมกัน

ทั้งนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า Apple ได้จ่ายเงินให้ U2 ไปกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือ 3.25 พันล้านบาท) ในการที่จะนำเพลงในอัลบั้มนี้ไปแจกจ่ายให้กับผู้ใช้ iTunes ที่มีมากกว่า 500 ล้านคน และเพื่อเป็นการจำกัดสิทธิ์ให้คนที่อยากอุดหนุน สามารถอุดหนุนได้ทาง iTunes ก่อนเท่านั้น (iTunes Exclusive) แต่ด้วยผลตอบรับที่เกิดขึ้น คาดว่า U2 คงจะไม่ยอมให้มีครั้งที่สองเกิดขึ้นแน่นอนครับ


ที่มา: AppleInsider


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke