Mini Review: ลองจับ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ใหญ่แค่ไหน? ซื้อรุ่นไหนดี? สีอะไรสวย? (และสถานการณ์ iPhone ในญี่ปุ่น)

เนื่องจากวันนี้ว่าง เลยออกไปเดินเล่นในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นมาฮะ และก็พบว่า ที่เมืองบ้านนอกแห่งนี้ มี iPhone 6 เข้ามาวางให้เล่นในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และตามศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือกันแล้ว เลยถือโอกาสไปลองจับเล่น และมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันครับ :)

(ทีมงาน MacStroke เรางบน้อยครับ ไม่มีเงินซื้อ อยากอ่านรีวิวเครื่อง ไปอ่านของคนอื่นก่อนพลาง ๆ นะจ๊ะ เราจะเขียนอะไรที่คนอื่นเขาไม่เขียนกัน เดี๋ยวเราได้เครื่องมาใช้แล้วก็จะเขียนอะไรในอีกมุม แบบที่คนอื่นไม่เขียนเหมือนกัน โอเคนะ ^^)

 

ใครขี้เกียจอ่าน เลื่อนลงไปด้านล่างสุดได้ เราสรุปไว้ให้แล้วนะครับ

 

 

สถานการณ์การขาย iPhone 6 ในญี่ปุ่น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ถึงแม้ที่ญี่ปุ่นจะขาย iPhone 6 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ของก็หมดทันทีภายในชั่วโมงแรกที่เปิดขาย หากสั่งซื้อตอนนี้ ไม่ว่าช่องทางใดก็ตาม จะต้องรอของอย่างน้อย 4-5 สัปดาห์ และคาดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ไปจนเดือนธันวาคม เหมือนกับที่เกิดกับ iPhone 5s เมื่อปีก่อนครับ 

ปกติแล้ว การซื้อ iPhone ในญี่ปุ่น ผู้คนจะนิยมซื้อผ่านเครือข่ายมือถือทั้ง 3 เจ้า (NTT docomo, au KDDI และ SoftBank) โดยจะได้เครื่องติดล็อกเครือข่าย เอาไปใส่ซิมเจ้าอื่นไม่ได้ (รวมถึงใส่ซิมของต่างประเทศ และหิ้วกลับมาใส่ซิมไทยไม่ได้ เว้นแต่จะทำเรื่องปลดล็อกซิมที่ศูนย์บริการ โดยอย่าง docomo จะเก็บค่าบริการ 3,000 เยน หรือราว 1,000 บาทในการปลดล็อกครับ) 

แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ญี่ปุ่นวางจำหน่าย iPhone เครื่อง Unlocked (เครื่องไม่ล็อกเครือข่าย ใส่ซิมได้ทุกเจ้า รวมถึงเอาซิมไทยใส่แล้วใช้ได้) ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย พร้อม ๆ กับเครือข่ายรายใหญ่ทั้งสาม ผ่าน http://store.apple.com/jp (ส่งฟรีทั่วประเทศญี่ปุ่น สั่งออกมานอกญี่ปุ่นไม่ได้นะ) ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 19 กันยายน แถมราคาถูกกว่าเครื่องติดล็อกเล็กน้อย ราว 700-800 เยน (200 กว่าบาท)

หลายคนอ่านถึงตรงนี้คงสงสัย อ่าว แล้วงี๊ใครจะซื้อเครื่องติดล็อก ใช่ไหมครับ?

 

 

วิธีการขายโทรศัพท์ที่ญี่ปุ่น: ขายโดยออกส่วนลดค่าเครื่องให้

 การซื้อเครื่องติดล็อกที่ญี่ปุ่นกับเครือข่ายโทรศัพท์ หากสมัครแพคเกจอินเทอร์เน็ตและค่าโทรไปด้วย จะมีการช่วยออกค่าเครื่องให้ส่วนหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Subsidization คล้าย ๆ กับส่วนลดค่าเครื่องของประเทศไทย เพียงแต่ที่นี่ลดค่าเครื่องได้เยอะมาก ถึงขั้นว่า หากซื้อเครื่องพร้อมโปร กรณีเปิดเบอร์ใหม่หรือย้ายค่าย เครือข่ายจะยกเครื่อง iPhone 6 รุ่น 16GB ให้เราใช้ฟรีไปเลย!

ถึงแม้ว่าค่าเครื่องจะถูก แต่ถ้ายกเลิกสัญญาก่อน 2 ปี ค่าเครื่องที่เหลือก็ต้องจ่ายเต็มจำนวน พร้อมค่าปรับอีกเกือบ 10,000 เยน หรือราว 3,000 บาทด้วยนะครับ (ยังไม่รวมค่าเปิดเบอร์ใหม่, ค่าธรรมเนียมย้ายค่ายอีกยิบย่อย ฯลฯ) ใครคิดจะหิ้วเครื่องด้วยวิธีนี้ คิดใหม่ได้เลย ยุ่งยากพอสมควร 

(ตัวอย่างหน้าจอคำนวณราคา iPhone 6 รุ่น 16GB แบบติดสัญญา 2 ปี เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพคเกจที่ญี่ปุ่น
สำหรับลูกค้าเก่า ก็จะจ่ายค่าเครื่องแค่เดือนละ 486 เยน หรือราว 150 บาทเท่านั้น)

โปรโมชั่นค่าโทรของ iPhone 6 ในปีนี้ที่ญี่ปุ่น ถือว่าแพงใช้ได้ทีเดียว โดยโปรหลักของทุกค่ายให้อินเทอร์เน็ต 4G ไม่จำกัด ใช้งานที่ความเร็วสูงสุดได้ 5GB หากใช้เกินจะปรับเหลือความเร็ว 128kbps, ใช้อีเมลและ SMS/MMS ไม่อั้น ส่วนค่าโทรคิดเพิ่มตามการใช้งานจริง (เว้น SoftBank ที่ให้โทรฟรีในเครือข่ายตั้งแต่ตี 1 ถึง 3 ทุ่มทุกวัน)

เห็นโปรดีขนาดนี้ แต่ราคาโปรโมชั่นรายเดือนที่ญี่ปุ่นก็ตกราวเดือนละ 8,600 เยน หรือราว 2,500 บาทเลยทีเดียวครับ แถมติดสัญญา 2 ปี หากยกเลิกก่อนก็ต้องเสียค่าปรับ (หรือจะเอาแบบไม่ติดสัญญา สำหรับคนอยู่ญี่ปุ่นระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน ก็มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเดือนละ 1,700 เยน!) แบบนี้เหมือนเอาค่าเครื่องมาโปะไว้กับค่าเน็ตเสียมากกว่า เผลอ ๆ ซื้อเครื่องติดโปรของเมืองไทยอาจถูกกว่าด้วยซ้ำไป

พวกเราก็รอซื้อเมืองไทยเถอะครับ ของที่ญี่ปุ่นตอนนี้ขาดตลาดมาก เผลอ ๆ คนไทยหลายคนจะได้ใช้ก่อนคนญี่ปุ่นที่นี่เสียอีก

 

 

iPhone 6 เป็นอย่างไร: ลองจับเครื่องจริง

นอกจากบน Apple Online Store และศูนย์บริการของทั้งสามเครือข่ายแล้ว ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะเอาเครื่องจากสามเครือข่ายไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง คล้ายกับในเมืองไทยเลยครับ อย่างวันนี้ก็มีตัวเครื่องของ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ให้ลองจับกันแล้ว คนญี่ปุ่นหลายคนเดินผ่านก็แวะมาเล่นกันเยอะเหมือนกัน จนบางร้านต้องแปะป้าย “กรุณาอย่าเล่นเกิน 10 นาที” กันเลยทีเดียว

แอบเมาท์นิดนึงว่าตอนไปซื้อของที่ซุเปอร์มาร์เก็ตหน้าบ้าน มี iPhone 6 วางให้เล่นในเคาน์เตอร์ขายโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน มีน้องคนนึงยืนเล่นราว ๆ ครึ่งชั่วโมงได้ จนซุเปอร์ฯปิดไฟไล่ น้องแกยังเล่นไม่เลิกเลย คุณพ่อน้องก็ช็อปเพลินมาก กักตุนเสบียงราวกับประเทศจะเกิดสงคราม ซื้อข้าวสารที 20 กิโล แถมคนน้องก็วิ่งพล่าน กรี๊ดลั่นซุเปอร์ฯ วุ่นวายมาก เห็นแล้วเพลีย (ฮา)

 

ครั้งแรกที่เห็นตัวเครื่อง iPhone 6 จากไกล ๆ ส่วนตัวแอบคิดไปก่อนแล้วว่า “นี่ iPhone 6 Plus แน่เลย” แต่พอเข้าไปหยิบมาลองเล่นแล้ว ก็ตกใจ “อ้าว มันพลิกจอไม่ได้ นี่มัน iPhone 6 ธรรมดา”

ขอสามคำให้กับ iPhone รุ่นนี้ “มัน ใหญ่ มาก”!

คือขนาดของ iPhone 6 ต้องเรียกว่า โคตรใหญ่ ใหญ่แบบหยิบมาใช้แล้วอยากจะปา iPhone 5s ในมือทิ้งมาก ๆ ทุกอย่างดูชัดเจน เต็มตามาก ทั้งการเปิดวิดิโอ เล่นอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การพิมพ์ข้อความบนคีย์บอร์ดภาษาไทยแบบ 4 แถว (แป้นเกษมณีมาตรฐานเหมือนบนคอมพิวเตอร์) ก็ทำได้ง่ายกว่า iPhone 5s มาก ๆ ทุกอย่างบน iPhone 6 รุ่น 4.7 นิ้วดูลงตัวไปหมดเลยครับ เรียกว่าให้ผ่านแบบเต็ม 10 คะแนนสำหรับความประทับใจครั้งแรกเลย

 

ด้วยขนาดที่พอดีมือของ iPhone 6 รุ่น 4.7 นิ้ว กับขอบเครื่องที่ออกแบบมาให้มีความมน โค้งรับกับอุ้งมือและหน้าจอ ทำให้เวลาถือแล้วไม่รู้สึกบาดมือเหมือนถือ iPhone 5 และ 5s เปล่า ๆ แบบไม่ใส่เคส แถมจับได้พอดีและไม่ใหญ่จนเกินไปด้วย ต้องขอบคุณความบางของเครื่องที่บางลงกว่าเดิมเกือบ 1 มิลลิเมตรด้วย

 

โดยส่วนตัว ผู้เขียนสามารถถือ iPhone 6 รุ่น 4.7 นิ้วได้พอดีมือ และใช้มือเดียวสั่งการทุกอย่างบนจอได้หมด โดยไม่ต้องเปิดคุณสมบัติ Reachability (ดึงหน้าจอลงมาครึ่งหนึ่งเพื่อให้นิ้วจิ้มถึง) เลยครับ เหมือนใช้ iPhone 5s ที่จอใหญ่ขึ้น ปุ่มใหญ่ขึ้น คีย์บอร์ดใหญ่ขึ้น ถือสบายขึ้น แต่ยังใช้มือเดียวได้คล่อง และใช้งานเหมือนเดิม เป็น iPhone เดิม ๆ ทุกประการ

ใครที่คิดว่าตัวเองนิ้วไม่ยาว ลองเอาไม้บรรทัดทาบ วัดจากปลายนิ้วโป้ง เฉียงลงมาถึงข้อมือ ถ้าได้ไม่ถึง 13 เซนติเมตร แสดงว่านิ้วสั้นไป เอื้อมนิ้วกดมือเดียวไม่หมดจอ iPhone 6 ครับ :) 

 

สำหรับสีที่ได้ลองเล่นในครั้งนี้ คือ iPhone 6 เครื่องสีเทา Space Gray และ iPhone 6 Plus สีทองครับ สำหรับสีเทา เฉดสีจะอ่อนกว่าสีเทาของ iPhone 5s อยู่เล็กน้อย แถมเมื่อมองใกล้ ๆ แถบคาดสีเทาด้านหลังก็จางลงไปมาก จนรู้สึกว่าเครื่องจริงไม่สวยเท่าในภาพโปรโมตของแอปเปิลเลย แต่กลับกัน iPhone 6 สีทอง ตัวจริง กลับดูสวยกว่าในภาพมาก ด้วยโทนสีที่ออกเหลืองกว่า iPhone 5s ครับ

ขออภัยที่ไม่มีภาพด้านหลังเครื่องของสีทอง เพราะน้องคนข้าง ๆ เล่นไม่ปล่อยอยู่ครึ่งชั่วโมง จนซุเปอร์มาร์เก็ตปิดไฟไล่ก็ไม่เลิก เลยไม่มีโอกาสถ่ายมา และแสงไฟในร้านก็ทำให้ถ่ายภาพลำบาก ดังนั้น เรื่องสี ต้องลองไปจับดูเองแล้วล่ะครับ ว่าจะชอบสีไหน หรือถ้าซื้อมา สุดท้ายก็ใส่เคสอยู่ดี ก็ไม่ต้องกังวลมากก็ได้ จิ้ม ๆ ซื้อไปสักสีหนึ่งเลยครับ (ฮา)

 

อัปเดต: ถ่ายภาพด้านหลังของเครื่องสีทองมาให้ดูกันแล้วครับ สีสวยมาก ตรงขอบเลนส์ก็เจียรขอบคล้าย iPhone 5s แถมทำสีทอง ดูหรูหราใช้ได้เลย

 

 

iPhone 6 Plus: เครื่องใหญ่จนน่าตกใจ

กลับกัน เมื่อไปจับ iPhone 6 Plus หน้าจอ 5.5 นิ้ว กลับรู้สึกว่า “เครื่องมันใหญ่จนเกินไป” ขนาดใหญ่กว่าซัมซุง Galaxy Note 2 เสียอีกครับ (หน้าจอใหญ่เท่ากัน แต่มิติของเครื่อง iPhone 6 Plus กว้างกว่า, สูงกว่า แต่บางกว่าซัมซุงมาก)

iPhone 6 Plus นั้นไม่น่านับว่าเป็นโทรศัพท์มือถือแล้วล่ะครับ ด้วยขนาดของมัน น่าจะจัดให้เป็นอุปกรณ์ที่อยู่ระหว่างโทรศัพท์ กับแท็บเล็ต หรือที่เรียกกันว่า แฟบเล็ต (Phablet) ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมันไม่สามารถใช้งานด้วยมือเดียวได้คล่องเท่า iPhone 6 รุ่น 4.7 นิ้วเลย ถ้าดูจากในภาพด้านบนจะพบว่านิ้วที่เคยเอื้อมถึงขอบบนจอของ iPhone 6 กลับจับได้แค่ครึ่งเดียวของตัวเครื่อง iPhone 6 Plus แค่นั้น

ที่ขัดใจเรื่องหนึ่งตอนลองเล่น iPhone 6 Plus คือทางศูนย์บริการติดฟิล์มหน้าจอเอาไว้ครับ ทำให้เวลาใช้นิ้วปัดจากขอบจอเพื่อย้อนกลับ เกิดอาการสะดุดเพราะขอบแผ่นฟิล์มปิดขอบจอที่โค้งของ iPhone 6 Plus ไม่มิด ดังนั้น ถ้าเกิดยังไม่มีฟิล์มกันรอยหน้าจอที่ปิดขอบจอได้แนบเนียนออกมา ขอแนะนำว่าไม่ต้องติดฟิล์มจะใช้งานสะดวกกว่าครับ เพราะหน้าจอของ iPhone 6 และ 6 Plus กันรอยขีดข่วนได้ดีขึ้นมากแล้ว ส่วนตัวผู้เขียนใช้ iPhone แบบไม่ติดฟิล์มมาตั้งแต่สมัย iPhone 4S ก็ไม่พบว่าเครื่องจะมีรอยแต่อย่างใด กลับกัน คนที่ติดฟิล์มกันรอย จะเจอรอยบนฟิล์มเยอะมาก เพราะฟิล์มไม่สามารถกันรอยขีดข่วนได้ดีเท่ากระจกหน้าจอ iPhone นั่นเอง

 

การใช้งานมือเดียวบน iPhone 6 Plus ต้องพึ่งคุณสมบัติ Reachability แทบตลอดเวลา (โดยแตะปุ่มโฮมเบา ๆ 2 ครั้งติด แค่แตะนะครับ ไม่ต้องกดลงไป) แล้วหน้าจอจะถูกดึงลงมาครึ่งหนึ่งแบบในภาพด้านบน ให้เราจิ้มสั่งการหน้าจอที่อยู่ไกลเกินระยะเอื้อมนิ้วได้ เป็นคุณสมบัติที่เห็นในวิดีโอเปิดตัวแล้วรู้สึกว่า “แอปเปิลทำอะไรกำปั้นทุบดินมาก คือไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วหรือยังไง”

แต่พอมาใช้จริง วิธีนี้ใช้งานง่ายและเป็นธรรมชาติมาก ทุกอย่างยังคงมีขนาดใหญ่ จิ้มง่าย ไม่ได้สูญเสียพื้นที่หน้าจอไปแบบเปล่าประโยชน์เหมือนกับระบบย่อจอของซัมซุง ที่ผู้เขียนลองเล่นอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกว่ามันใช้งานจริงไม่ได้เรื่องเลย (จนสุดท้าย ถ้าใช้ซัมซุง ใช้สองมือนั่นล่ะ สะดวกสุดแล้ว)

 

ลูกเล่นหนึ่งที่แตกต่างจาก iPhone 6 รุ่นธรรมดา คือ iPhone 6 Plus สามารถพลิกจอแนวนอน เพื่อใช้งานแอปในรูปแบบคล้าย ๆ กับบน iPad ได้เลยครับ หากแอปนั้นรองรับการทำงาน ซึ่งแอปส่วนใหญ่ที่มากับเครื่องก็ทำได้หมดแล้ว แต่เมื่อลองจิ้มดู ก็พบว่ามันยังทำงานไม่ได้ดีเท่าบน iPad นัก เรื่องนี้คงต้องรอดูแอปอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป ว่าผู้พัฒนาแอปจะมีไอเดียอะไรดี ๆ ออกมาเสริมความสามารถตรงนี้ของ iPhone 6 Plus ให้ดีขึ้น และแตกต่างจากรุ่นธรรมดาได้อีก

 

แอปที่แอปเปิลลงไว้ในเครื่องให้ทดสอบ ต่างปรับแต่งให้รองรับจอ iPhone 6 Plusหมดแล้ว
เลยไม่มีปัญหาภาพแตกหรือเบลอบนจอความละเอียด Full HD นี้แต่อย่างใด

 

สำหรับ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ยังมีลูกเล่นอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า Display Zoom ทำให้ตัวอักษร, ปุ่ม และไอคอนแอปต่าง ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ชัดเจนขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวพบว่าการเปิดคุณสมบัตินี้บน iPhone 6 Plus ทำให้การจัดเรียงไอคอนบนหน้าจอโฮมดูสมส่วน และสวยงามกว่าตอนไม่เปิดใช้เป็นอย่างมากครับ (แบบในรูปด้านบน)

 

 (หน้าจอจำลองโหมด Display Zoom บน iPhone 6
แปลไทยได้น่ารักมาก “ฉันเห็นลอนดอน ฉันเห็นฝรั่งเศส”)

 

ในเรื่องของกล้อง จากที่ลองเปิดกล้องถ่ายเล่น ๆ ดู พบว่ากล้อง iPhone 6 และ 6 Plus จับโฟกัสได้แม่นยำและเร็วขึ้นมาก แถมการวัดแสงและประมวลผลสีสันของภาพก็ทำได้ดีขึ้นทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ยิ่งกล้องหน้าจะเห็นความแตกต่างจาก iPhone 5s ชัดเจนมาก เพราะกล้องหน้าของ iPhone 6 จะทำงานในโหมด HDR ตลอดเวลา กล่าวคือ ภาพที่ได้จะไม่จ้าเกินไป หรือมืดเกินไปแบบใน iPhone 5s แล้ว โดยระบบจะจัดการตรงนี้ให้เองทั้งหมดครับ ทำให้ภาพจากกล้องหน้าดูมีมิติ และคมชัดขึ้นมาก ๆ ทั้งที่สเป็คกล้องยังเป็น 1.2 ล้านพิกเซลตั้งแต่สมัย iPhone 5 แล้วก็ตาม

ขอแสดงความเสียใจอีกครั้ง ที่มีเวลาไม่มากพอ จึงไม่สามารถเอารูปออกมาจากเครื่องทดลองเล่นให้ดูกันได้ กรุณาใช้จินตนาการกันไปก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวไว้มาอัปเดตกันทีหลัง

 

จุดที่ไม่ประทับใจใน iPhone 6 ทั้งสองรุ่น คงมีอยู่จุดเดียว คือ “คีย์บอร์ดภาษาไทย ในหน้าจอแนวนอน” ครับ

ถึงแม้ว่าคีย์บอร์ดภาษาไทยในหน้าจอแนวตั้งของ iPhone 6 และ 6 Plus จะทำงานได้ดีกว่าบน iPhone 5s มาก แต่พอพลิกหน้าจอเป็นแนวนอนแล้ว แป้นคีย์บอร์ดภาษาไทยกลับมีขนาดเล็กเกินไป จนพิมพ์ไม่ถนัด รวมถึงความยาวของตัวเครื่องที่ส่งผลให้การถือเครื่องในแนวนอนเพื่อพิมพ์ ทำได้ลำบากขึ้นไปอีก ตรงนี้จึงเป็นจุดใหญ่ ๆ จุดหนึ่ง ที่ผิดหวังกับ iPhone รุ่นใหม่นี้ครับ

 

สุดท้าย ก็ขอสรุปกันอีกทีให้อ่านง่าย ๆ ว่า iPhone 6 ทั้งสองรุ่น มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างนะครับ

 

คุณสมบัติที่มีร่วมกันของ iPhone 6 ทั้งสองรุ่น

  • ตัวเครื่องใหญ่ขึ้นทั้งสองรุ่น หน้าจอใหญ่ขึ้นมาก พื้นที่การแสดงผลมีเยอะ ทำให้ดูเว็บ, ดูหนังได้เต็มตามากขึ้น
  • ปุ่มต่าง ๆ บนหน้าจอก็ใหญ่ขึ้น กดง่าย โดยเฉพาะแป้นคีย์บอร์ดภาษาไทย 4 แถวนั้นกดง่ายมาก
  • แต่แป้นคีย์บอร์ดไทยในแนวนอนใช้งานจริงลำบากกว่าบน iPhone 5s มาก
  • ขอบจอโค้งมน ใช้นิ้วปัดลากหน้าจอเพื่อย้อนกลับได้สะดวกมาก
  • ไม่ควรติดฟิล์มกันรอยหน้าจอ เพราะจะทำให้ปัดนิ้วจากขอบจอติดขัด และจอของ iPhone 6 ก็ทนต่อรอยขีดข่วนมาก
  • กล้องถ่ายภาพโฟกัสไวขึ้นมาก ลดโอกาสที่ถ่ายออกมาแล้วภาพเบลอได้เยอะ
  • กล้องหน้าวัดแสงและประมวลผลสีสันดีขึ้นจาก iPhone 5s แบบเห็นได้ชัดเจน ถ่ายสวยกว่ามาก
  • เลนส์กล้องด้านหลังไม่ได้ยื่นออกมาจนน่าเกลียดแบบที่เว็บต่างประเทศด่ากันให้แซ่ดในตอนนี้
  • แต่ส่วนตัวคิดว่าเส้นเสาอากาศด้านหลังน่าเกลียดจริง อันนี้ดีไซน์ของ iPhone 5s ชนะเลิศ
  • เรื่องสีของตัวเครื่อง
    • สีเทาอ่อนกว่า iPhone 5s และเครื่องจริงไม่สวยเท่าในรูป
    • สีทองอมเหลืองเล็กน้อย สีสดกว่า iPhone 5s และสวยกว่าในรูปโปรโมตบนเว็บแอปเปิลมาก
    • สีเงินยังไม่ได้ลองจับ เดี๋ยวจับแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันอีกทีครับ
  • ซื้อสีไหนดี?: อันนี้ไปลองจับของจริง หลังวางขายในไทยกันดีกว่าครับ
    หรือถ้าใครซื้อมาแล้วใส่เคสอยู่ดี ก็เลือกเลยว่าจะเอากระจกหน้าสีดำหรือขาว ไม่ยาก
    สีข้างหน้าเหมือน iPhone 4 และ 5 ไม่มีเปลี่ยน (ฮา) 

 

iPhone 6 (รุ่น 4.7 นิ้ว)

  • เครื่องใหญ่มาก แต่ยังพอดีมือ ถือมือเดียวใช้งานสะดวก ขอบคุณที่แอปเปิลทำเครื่องบางลง
  • ถ้าเอาไม้บรรทัดวัดจากปลายนิ้วโป้ง เฉียงลงมาถึงข้อมือ ได้เกิน 12 เซนติเมตร แสดงว่าใช้ iPhone 6 มือเดียวได้สบาย
  • ปุ่มรอบเครื่องกดง่ายมาก และปุ่มเปิด-ปิดหน้าจอก็อยู่ในตำแหน่งพอดีมือ ใช้งานมือเดียวสะดวกมาก
  • พื้นที่การแสดงผลมากขึ้นเกือบ 40% จาก iPhone 5s เล่นเน็ตได้เต็มตา อ่านข้อมูลต่าง ๆ บนจอได้มากขึ้น

สรุปง่าย ๆ มันคือ iPhone ที่ใหญ่ขึ้น ทุกอย่างดีขึ้นหมด และยังใช้งานเหมือนเป็น iPhone ทุกประการ ใครอยากได้ “iPhone ที่ยังเป็นโทรศัพท์” พกง่าย ใช้ง่าย โหนรถเมล์-รถไฟฟ้าก็ยังใช้ได้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งาน แนะนำให้ซื้อ iPhone 6 รุ่น 4.7 นิ้ว

 

iPhone 6 Plus (รุ่น 5.5 นิ้ว)

  • ตัวเครื่องใหญ่จนน่าตกใจ มิติของเครื่องใหญ่โตเกินกว่าโทรศัพท์หน้าจอ 5.5 นิ้วของยี่ห้ออื่นมาก
  • ด้วยขนาดที่ใหญ่มาก การถือใช้มือเดียวแทบเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่ใช้คุณสมบัติ Reachability ดึงหน้าจอลงมา
  • แต่ตัวเครื่องบางลงจาก iPhone 5s และการกระจายน้ำหนักเครื่องทำได้ดีมาก ถือแล้วเบาเหมือน iPhone 5s จนไม่น่าเชื่อว่าเครื่องหนักถึง 172 กรัม
  • หน้าจอความละเอียด Full HD ทำให้ใช้งานแนวนอนเหมือน iPad ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีแอปรองรับมากเท่าใด ต้องรอดูต่อไปในระยะยาว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เอาคลิปวิดีโอความละเอียด Full HD ลง iPhone และดูได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่โดนบีบอีดแล้ว!

สรุปง่าย ๆ ถ้าอยากได้ “อุปกรณ์จอใหญ่ ๆ ที่โทรศัพท์ได้” เอามาเล่นเน็ตและดูหนัง ไม่แคร์ว่าต้องถือมือเดียวได้ แบตเตอรีอึดอยู่ได้ทั้งวัน ซื้อ iPhone 6 Plus รุ่น 5.5 นิ้วไปเลยครับ ไม่ผิดหวัง

 

เป็นอันว่าจบการรีวิวสั้น ๆ จากการทดลองจับเครื่องในครั้งนี้นะครับ ถ้ามีโอกาสได้เล่นเครื่องจริงแล้ว จะมาเล่ารายละเอียดปลีกย่อย ที่ยังไม่มีใครเขียน ให้เป็นแนวทางในการตัดสินใจซื้อเครื่องกันเหมือนเช่นเคยครับ

ถ้ามีข้อสงสัย หรือคำแนะนำใด ๆ สามารถพูดคุยกับทีมงาน MacStroke.com ได้ทาง Facebook.com/MacStroke หรือ Twitter @MacStroke ครับ


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke

Comments

  1. […] และเบิ้มกว่าเก่าขนาดไหนนั้น ลองอ่านกันได้ที่นี่เลยครับ […]