สรุปงาน Apple September Media Event เปิดตัว iPhone 6, iPhone 6 Plus และ Apple Watch

และแล้วก็จบไปอีกงานกับ Apple – September Media Event ที่งานนี้เรียกได้ว่ามาเต็มและจัดเต็มกว่าที่เคย แถมยังมีการพูดติดตลกอีกว่า เราอยากจะพูดมากกว่านี้อีกนะ ทำให้เราต้องลุ้นกันต่อว่า งานต่อไปที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้นั้น จะเป็นงานอะไรกันแน่ แต่สำหรับงานนี้ เรียกได้ว่ามีของเด็ดๆ เปิดตัวเยอะมาก ซึ่งมันจะเป็นอะไรบ้างนั้น ต้องอ่านกันต่อไปครับApple-september-1

ก่อนเปิดงาน

ก่อนเปิดงาน Tim Cook ออกมาพูดถึงสถานที่นี้ว่า เป็นสถานที่ที่ Steve Jobs ใช้เปิดตัว Mac อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 1984 และใช้เปิดตัว iMac รุ่นแรกสุดในปี 1998 ด้วย ดังนั้นเพื่อให้เหมาะสมกับวันสำคัญวันนี้ และความยิ่งใหญ่ในปีนี้ Apple จึงตัดสินใจใช้สถานที่นี้เปิดอุปกรณ์ตัวใหม่ๆ ดังนี้

 

iPhone 6 และ iPhone 6 Plus สิ่งที่มากกว่าแค่ใหญ่กว่า

ของใหม่ชิ้นใหญ่ๆ ที่เปิดตัวในงานนี้ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัวครั้งใหญ่ของ iPhone เลยทีเดียว เพราะนี่คือ “ของชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของ Apple” (The Biggest Thing from Apple) นั่นก็คือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ครับ

อ่านกันสั้นๆ ได้ที่นี่ สรุปสเป็ค iPhone 6 และ iPhone 6 Plus แบบอ่านง่าย มีอะไรใหม่ ขายเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่?

 

iPhone 6 ทั้งสองรุ่น ได้รับการออกแบบใหม่โดย Apple เรียกนิยามให้มันว่า Seamless Design โดยมันจะไม่มีเส้น ให้รำคาญใจ หน้าจอกระจกจะโค้งลงไปหาขอบเครื่องอย่างสวยงาม และขอบเครื่องก็จะโค้งลงไปหาด้านหลังโดยไม่มีเส้นตัดให้ขาดกัน เรียกได้ว่าเป็นงานออกแบบที่ Apple ตั้งใจอย่างมากเพื่อให้มันเป็นที่สุดของ iPhone

 

จอใหญ่กว่า ละเอียดกว่า ด้วย Retina HD

จุดหลักใหญ่ๆ ของ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus นั่นก็คือขนาดจอที่ใหญ่มากขึ้น ซึ่งเมื่อจอใหญ่ขึ้น ก็ต้องมีการเพิ่มความละเอียดเข้าไปและสิ่งนั้น Apple มีการกำหนดนิยามว่า Retina HD Display

ความพิเศษของ Retina HD ก็คือ ทั้งคู่จะเปลี่ยนไปใช้หน้าจอ IPS แบบใหม่ ที่สามารถแสดงแม่สีในรูปแบบ sRGB ได้ครบถ้วน อีกทั้งยังมีการเพิ่มจำนวนเม็ดผลึกในชิ้นส่วน IPS Display เพื่อที่จะทำให้ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus สามารถแสดงผลให้ได้มุมที่กว้างมากขึ้น ชิ้นส่วนกระจกทับหน้าจอจะใช้ชิ้นส่วนใหม่ที่เรียกว่า Ion-Strengthened หรือ กระจกเสริมแรงทางเคมี ที่ให้ความแข็งแกร่งมากกว่าหน้าจอธรรมดาด้วย

โดยใน iPhone 6 จะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 4.7 นิ้ว มีความละเอียดทั้งจอที่ 1334 * 750 พิกเซล ความละเอียดต่อจุดที่ 326 พิกเซลต่อตารางนิ้ว ซึ่งมากกว่าหน้าจอ Retina Display ในปัจจุบัน และ iPhone 6 Plus จะมีขนาดหน้าจอที่ 5.5 นิ้ว ที่ความละเอียด 1920 * 1080 พิกเซล หรือ Full HD และมีความละเอียดต่อจุดที่ 401 พิกเซลต่อตารางนิ้ว ฟังดูเหมือนจะน้อยกว่าฝั่ง Android ที่กดกันถึง 441-463 พิกเซลต่อตารางนิ้ว แต่ Apple รับประกันว่า นี่คือจอ Full HD ที่สวยที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ

 

ความบางที่ไม่ใช่แค่ดีแต่บาง

ใน iPhone 6 และ iPhone 6 Plus นั้น มีการปรับรายละเอียดและลดขนาดของตัวเครื่องให้บางลงกว่าเดิม นั่นก็คือ iPhone 6 จะมีความบางที่ 6.9 มิลลิเมตร และ iPhone 6 Plus จะมีความบางที่ 7.1 มิลลิเมตร ซึ่งทั้งคู่ “บางกว่า iPhone 5s” ที่หนา 7.6 มิลลิเมตรด้วย

 

เมื่อจอใหญ่ก็ต้องประยุกต์ใช้ ด้วย Landscape View

สำหรับ iPhone 6 Plus จะมีฟีเจอร์พิเศษที่ชื่อว่า Landscape View นั่นก็คือแอปพลิเคชันจะสามารถแสดงผลข้อมูลเพิ่มเติม หรือแบบสองหน้าต่างในแนวนอนได้เหมือนบน iPad นั่นก็คือเวลาอ่านจดหมาย เราสามารถอ่านเนื้อหาที่ด้านข้างได้ หรือเวลาดูข้อมูลพยากรณ์อากาศ เราก็สามารถดูข้อมูลอื่นๆ ได้ และแน่นอนหน้าจอ Home Screen บน iPhone 6 Plus สามารถแสดงผลในแนวนอนได้ด้วย

แรงกว่า ด้วย Apple A8

เมื่อมีการขยับรุ่น iPhone รุ่นของหน่วยประมวลผลก็ต้องมีการปรับตามเช่นกัน นั่นคือใน iPhone 6 จะมีชิป Apple A8 ที่มีความเร็วในการประมวลผลเพิ่มขึ้น 25% และประมวลผลกราฟิกเร็วขึ้น 50% จาก Apple A7

ตัวเลขอาจจะฟังดูน้อย แต่ความเป็นจริง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus สามารถประมวลผลได้เร็วกว่า iPhone รุ่นแรก 50 เท่า ในด้านความเร็วการประมวลผล และเร็วกว่า 84 เท่า ในด้านการประมวลผลกราฟิก

 

การเชื่อมต่อที่เหนือกว่า

ใน iPhone 6 และ iPhone 6 Plus จะรองรับการทำงานร่วมกับ LTE Cat 6 ทำให้เราสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้น ที่สำคัญมันยังสามารถใช้งาน Voice over LTE ได้ในตัวด้วย และแน่นอน iPhone 6 และ iPhone 6 Plus รองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่าย LTE ที่เปิดให้บริการกว่า 200 เครือข่ายทั่วโลก รวมถึงสามเครือข่ายหลักในประเทศจีนที่ใช้ระบบต่างจากชาวบ้านด้วย

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะนอกจาก iPhone 6 จะรองรับ LTE ตัวใหม่แล้ว iPhone 6 ยังมาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ได้อีก เช่น Wireless AC (802.11ac) ซึ่งสามารถทำความเร็วในการใช้งานได้ดีกว่า Wireless N ที่ใช้ใน iPhone 5s ได้ถึงสามเท่า และยังรองรับ Bluetooth LE ที่ช่วยให้สามารถใช้งานบลูทูธได้โดยใช้พลังงานไม่มากอีกด้วย

กล้อง iSight ที่ดีกว่าด้วยเซ็นเซอร์ทำใหม่ทั้งหมด พร้อมระบบกันสั่น

ใน iPhone 6 และ iPhone 6 Plus มาพร้อมกับกล้อง iSight ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1.5 ไมครอน ความกว้างของรูรับแสงที่ 2.2 และยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ที่ทำใหม่หมดจด ซึ่ง Apple เรียกมันว่า Focus Pixel

Apple ระบุว่า Focus Pixel นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เคยใช้งานร่วมกับกล้องโปรอย่างกล้อง DSLR มาก่อน แต่ครั้งนี้ Apple นำมาใส่ใน iPhone 6 เพื่อช่วยให้ iPhone 6 สามารถโฟกัสภาพได้เร็วขึ้น และถ่ายภาพออกมาได้ดีมากขึ้น ซึ่ง Focus Pixel จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ Gyroscrope และชิป Apple A8 ที่มีตัวประมวลผลภาพแยก (คล้ายๆ Bionz ของโซนี่) ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ภาพบน iPhone 6 ออกมาสวยขึ้น และตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 6

นอกจากนั้นแล้ว ใน iPhone 6 Plus ยังเปลี่ยนชิ้นส่วนกล้องใหม่ พร้อมใส่ Optical Image Stabilization เข้ามาด้วย ทำให้สามารถลดการสั่นไหวของภาพถ่ายได้ ผลก็คือภาพที่ออกมาก็จะชัดมากขึ้น ไม่มีการเคลื่อนไหวให้ได้เห็นกันเลยทีเดียว

สู่การเป็นกล้องถ่ายวิดีโอที่ดีที่สุด

iPhone เคยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนโลกการถ่ายภาพมาแล้ว ใน iPhone 6 ก็มีการเปลี่ยนสถานะใหม่อีกครั้ง เมื่อมันจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนโลกการถ่ายวิดีโอ

ความพิเศษของกล้องถ่ายวิดีโอก็คือ จะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า Cinematic video stabilization ที่ช่วยลดการสั่นไหวของวิดีโอได้ ทำให้เราสามารถถ่ายวิดีโอได้นิ่งขึ้น และแน่นอน เราสามารถถ่ายวิดีโอแนว Adventure ที่ต้องใช้กล้องเฉพาะทางได้อีกด้วย ส่วนลูกเล่นอื่นๆ ก็มีเพิ่มเข้ามาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Time-lapse (ที่ Instagram ใช้ใน Hyperlapse), Slo-mo ที่ถ่ายได้กว้างขึ้นที่ 240 เฟรมต่อวินาที และ Continuous autofocus ที่ช่วยโฟกัสวัตถุใหม่ทุกครั้งในขณะถ่ายวิดีโอ

การตกแต่งที่หลากหลายสีสัน

เมื่อมี iPhone 6 ก็ต้องมีเคสรุ่นใหม่ที่เจ๋งกว่า และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Apple ทำเคสออกมาขาย โดยรูปแบบเคสจะเหมือนกับของ iPhone 5s กล่าวคือใน iPhone 6 จะมีมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีพิเศษอย่างสีแดงวางขายด้วย ส่วนของ iPhone 6 Plus จะพิเศษกว่าหน่อย เพราะมันทำมาจากหนังอย่างดี โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี รวมสีแดงด้วย

เคสซิลิโคน

เคสหนัง

ขายเมื่อไหร่ อะไร ยังไง?

อ่านมาทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าสิ่งสุดท้ายที่หลายคนอยากรู้นั่นก็คือราคาจำหน่าย โดย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายนนี้ เปิดให้จองล่วงหน้าในวันที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายก่อนใน สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, แคนาดา, เยอรมนี, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น เป็นลำดับแรก จากนั้นจึงจะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศอื่นๆ ต่อไปตามลำดับ

สำหรับราคาขายของตัวเครื่องนั้น เรียกได้ว่ามีการปรับจาก iPhone 5c, iPhone 5s นิดๆ หน่อยๆ โดยราคาจำหน่ายนั้นมีดังต่อไปนี้ครับ

iPhone 6

 

  • รุ่น 16GB ประมาณ 23,900 – 24,500 บาท
  • รุ่น 64GB ประมาณ 26,900 – 27,500 บาท
  • รุ่น 128GB ประมาณ 29,900 – 30,900 บาท

iPhone 6 Plus

 

  • รุ่น 16GB ประมาณ 26,900 – 27,500 บาท (เท่า iPhone 6 รุ่น 64GB)
  • รุ่น 64GB ประมาณ 29,900 – 30,900 บาท (เท่า iPhone 6 รุ่น 128GB)
  • รุ่น 128GB ประมาณ 33,900 – 34,500 บาท

หมายเหตุ: อิงราคาจาก Apple Online Store ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งราคาจะใกล้เคียงกับของไทยมากที่สุด แต่ยังไม่ใช่ราคาจำหน่ายจริงของประเทศไทย และ iPhone 6 จะไม่มีรุ่น 32 GB จำหน่ายแล้ว

ปิดท้ายกันด้วยโฆษณาใหม่แบบน่ารักๆ จาก Justin Timberlake และ Jimmy Fallon ครับ

iOS 8 เวอร์ชันพร้อมใช้งาน!

ในงานเดียวกันยังมีการประกาศว่า iOS 8 จะพร้อมใช้งานจริงในวันที่ 17 กันยายนนี้ (ก่อนขาย iPhone 6 สองวัน) โดยรุ่นที่สามารถใช้งานได้นั้น มีดังต่อไปนี้ครับ

  • iPhone 4s
  • iPhone 5
  • iPhone 5c
  • iPhone 5s
  • iPod touch 5th Generation
  • iPad 2
  • iPad 3
  • iPad 4
  • iPad Air
  • iPad mini
  • iPad mini with Retina Display

Apple Pay มิติใหม่ของการจ่ายเงินบนมือถือ

นอกจาก iPhone 6 แล้ว สิ่งใหม่ๆ ชิ้นต่อมาที่ Apple นำมาพูดถึง นั่นก็คือ Apple Pay โดยเจ้านี่เป็นส่วนที่ทำงานคู่กับ NFC บน iPhone 6 และ iPhone 6 Plus นั่นเอง ความพิเศษของมันก็คือเป็นระบบการชำระเงินที่ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเป็นส่วนตัวที่สุดด้วย

การใช้งาน Apple Pay นั้นเรียกได้ว่า ง่ายแสนง่ายจริงๆ เพราะผู้ใช้สามารถใช้ iTunes Account ในการจัดการบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตที่นำมาผูกกับตัว Apple Pay ได้เลย และความง่ายกว่านั้น นั่นก็คือเราสามารถใช้กล้อง iSight ในการถ่ายหน้าบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต และให้ตัว Apple Pay ทำการอ่านข้อมูลจากหน้าบัตรเพื่อเพิ่มให้โดยอัตโนมัติ ส่วนการใช้งานนั้นเราจะเป็นต้องเปิดการใช้งาน Touch ID เอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันการสวมรอยและเป็นการยืนยันตัวตนไปในตัวด้วยนั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ Apple บอกได้คำเดียวว่า เป็นระบบการชำระเงินที่ Apple จะพยายามทำให้มันง่ายที่สุด และปลอดภัยที่สุดทั้งแต่ส่วนฮาร์ดแวร์ และส่วนซอฟต์แวร์ ตามความสามารถเท่าที่ Apple จะทำได้ ซึ่งความปลอดภัยที่ว่านั่นก็คือเมื่อ iPhone เราหาย เราสามารถสั่งลบข้อมูล Apple Pay ออกจาก iPhone เครื่องนั้นได้ด้วย Find My iPhone ทันที

ทั้งนี้ Apple Pay จะเริ่มเปิดให้บริการก่อนในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกในเดือนตุลาคมนี้ โดยสามารถใช้งานร่วมกับบัตรเครดิต American Express, MasterCard และ Visa ได้ แน่นอนว่านอกจากสามธนาคารหลักแล้ว Apple ยังทำพันธมิตรร่วมกับธนาคารอื่นๆ อีกมากมาย และในเบื้องต้นก็มีร้านที่ประกาศเป็นพันธมิตรรับชำระเป็นจำนวนมากแล้วด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่ามีระบบแล้วจะไม่มีร้านค้าให้ใช้งานนั่นเอง และแน่นอน อุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้มีเพียงแค่ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus เท่านั้น

Apple Watch ตัวจริงของนาฬิกาที่ลือกันมานาน

งานนี้การเชิญชวนสื่อสายแฟชั่นจะหมดความหมายเลยถ้าไม่มีการเปิดตัวของชิ้นนี้ นั่นก็คือ Apple Watch เจ้านาฬิกาที่มีข่าวลือกันมานานแสนนานครับ แต่ก่อนจะเข้าเนื้อหา ขอให้ทำความเข้าใจกับวิดีโอแนะนำสินค้าจาก Jony Ive กันก่อนนะครับ (ค่อนข้างยาวนิดนึง อันนี้ประมาณ 10 นาที)

 

Apple Watch มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

ก่อนเริ่มต้น Apple อธิบายถึงความเป็นที่หนึ่งในหลายๆ เรื่อง เช่นเริ่มใช้ Mouse ใน Macintosh เพื่อใช้เลือกข้อความหรือวัตถุต่างๆ เริ่มใช้ Click Wheel ใน iPod เพื่อเลือกเมนู เริ่มใช้ Multi-touch ใน iPhone เพื่อเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ในการใช้งาน และความเป็นที่หนึ่งใน Apple Watch ก็คือการนำเม็ดมะยมดิจิทัล (Digital Crown) มาใช้งานในการเลื่อนหาเนื้อหาโดยไม่ต้องเอานิ้วไปบังไว้บนหน้าจอ เพราะวิศวกรของ Apple ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า การใช้มัลติทัชบนหน้าจอขนาดนี้ มันแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ

ในด้านการออกแบบ Apple Watch มาพร้อมกับหน้าจอ Retina Display ชนิดดัดงอได้ และกระจกของมันทำมาจากกระจกแชฟไฟร์ (ยกเว้นรุ่น Sport ทำจากกระจกเสริมแรงทางเคมีแบบเดียวกับ iPhone 6) ทำให้หน้าจอมีความคงทนต่อการใช้งาน ไม่มีสิ่งใดมาขูดขีดได้ นอกจากเพชร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับอินฟาเรดและไฟ LED สำหรับตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งสามารถรายงานผลได้เที่ยงตรงกว่าตัวอ่านอัตราการเต้นหัวใจที่ใช้งานในอุปกรณ์อื่นๆ

ในส่วนวัสดุของตัวเรือนนั้น จะมีการแบ่งออกเป็นทั้งหมดสามรุ่น คือ Apple Watch, Apple Watch Sport และ Apple Watch Edition โดย Apple Watch รุ่นธรรมดานั้นทำมาจากสแตนเลสสตีลที่กันสนิมอย่างดี ส่วน Apple Watch Sport นั้นทำมาจากอลูมิเนียมขึ้นรูป และ Apple Watch Edition นั้นทำมาจากทองคำแท้ 18 กะรัต เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวคุณเอง

Apple Watch Edition

Apple Watch Sport

ส่วนสายรัดข้อมือนั้นจะมีการทำออกมาในหลายๆ รูปแบบ อันได้แก่สายโพลีเอสเตอร์เหมือนนาฬิกาทั่วๆ ไป สายหนังขัดเพื่อเพิ่มความหรูหรา หรือถ้าต้องการความหรูหราเต็มขั้น ก็สามารถเปลี่ยนเป็นสายเหล็กเหมือนนาฬิการะดับบนได้ตามปกติ นอกจากนั้น ตัวสายยังมีตัวล็อกให้เลือกหลายแบบด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แม่เหล็กล็อก ใช้ตัวกริปล็อก หรือใช้ตัวยึดล็อกข้อมือเหมือนนาฬิกาทั่วไปเป็นต้น

ในด้านแอปพลิเคชัน Apple Watch มาพร้อมกับแอปพลิเคชันเป็นจำนวนมาก โดยแอปพลิเคชันทั้งหมด ผู้ใช้สามารถจัดการได้บน iPhone โดยตรง หรือจะสามารถจัดการได้บน Apple Watch ด้วยตัวเอง สำหรับนักพัฒนาภายนอก สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับ Apple Watch ได้ด้วยชุด WatchKit ที่จะถูกปล่อยขึ้นไปพร้อมกับ Xcode ตัวใหม่ที่จะใช้งานร่วมกับ iOS 8 ครับ

สำหรับฟีเจอร์ต่างๆ ของ Apple Watch นั้น เรียกได้ว่าค่อนข้างเหมือนกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด คือสามารถอ่าน Notification จาก iPhone ใน Apple Watch ได้เลย หรือเราสามารถเล่นสนุกกับ Apple Watch ของคนอื่นได้ด้วยฟังก์ชัน Sketch ที่สามารถเขียนหน้าจอและส่งไปหา Apple Watch ตัวอื่นที่ใช้งานร่วมกันได้ และท้ายที่สุด Apple Watch ยังมาพร้อมกับ Siri ที่ทำให้เราสามารถใช้งาน Apple Watch ด้วยคำสั่งเสียงได้

แน่นอนว่า Apple Watch ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหญ่อย่าง Fitness ที่เป็นฟีเจอร์ที่เปลี่ยน Apple Watch ให้กลายเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวได้อย่างง่ายดาย โดยเราเพียงแค่ตั้งโปรแกรมการออกกำลังกายผ่าน iPhone เท่านั้น ตัว Apple Watch ก็จะอ่านข้อมูลในนั้นออกมา และวางแผนการออกกำลังกายของเราให้เป็นระบบได้ด้วยตัวเอง ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้

ท้ายที่สุด Apple Watch สามารถใช้งานได้กับ iPhone 5, iPhone 5c, iPhone 5s, iPhone 6 และ iPhone 6 Plus เท่านั้น สำหรับราคา Apple ตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 349 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณหมื่นต้นๆ เท่านั้น และจะเริ่มวางขายในช่วงต้นปีหน้าครับ

เซอร์ไพรส์ส่งท้ายกับ U2 พร้อมอัลบั้มใหม่ Song of Innocence

เรียกได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายงานกันเลยทีเดียว เมื่อวง U2 ขึ้นมาเล่นสดบนเวทีงานแถลงข่าว โดยพกเพลงใหม่อย่าง The Miracle (Of Joey Ramone) มาเล่นสดให้ได้ฟังกันเป็นครั้งแรกในงานนี้ด้วย

แน่นอนว่าความพิเศษไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ผู้ใช้ iTunes ทุกคน สามารถดาวน์โหลดอัลบั้มใหม่ของ U2 ที่ปล่อยทาง iTunes ก่อนได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่ 13 ตุลาคมนี้เท่านั้น โดยเพลงจะขึ้นมาบน iTunes ของเราโดยอัตโนมัติครับ ไม่ต้องไปค้นหาจากใน iTunes Store ให้เมื่อ และในงาน iTunes Festival ที่กำลังจัดอยู่ที่ลอนดอน วง U2 ก็จะขึ้นไปเล่นสดบนเวทีให้ได้ชมกันอีกด้วยครับ

 

เรียกได้ว่างานนี้ Apple จัดเต็มทั้งสินค้าและบริการได้เต็มที่จริงๆ แต่ทีเด็ดยังไม่หมดเพียงแค่นั้น และเชื่อว่างานต่อไป น่าจะจัดเต็มกว่านี้แน่นอน ไว้มีข่าวงานที่ว่านี้มาเมื่อไหร่ ทีมงานจะรีบนำมาบอกให้ทราบกันโดยเร็วเลยล่ะครับ

สำหรับใครที่อยากชมย้อน ที่ส่วนตัวเชื่อว่ามีแน่นอน เพราะการถ่ายทอดสดมีปัญหาตั้งแต่ต้น ก็สามารถเปิดดูย้อนหลังได้จากที่นี่เลยครับ

“Apple – September Media Event”

 

หากมีข้อสงสัย สามารถพูดคุยกับทีมงานเพิ่มเติมได้ทั้งทาง Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke ครับ


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke