สรุปงาน Worldwide Developer Conference 2014 เปิดตัว iOS 8 และ OS X Yosemite ฉบับเก็บทุกรายละเอียดของงาน!

ก็จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงาน “Worldwide Developer Conference 2014″ หรืองาน WWDC 14 ที่หลายคนต่างเฝ้ารอ งานนี้จะมีของเด็ดๆ อะไรบ้างนั้น ทีมงานสรุปมาให้ครบแบบทุกฉากทุกตอน ชนิดที่ว่างานนี้ไม่มีพลาดเลยครับ

ก่อนงานจะเริ่ม

ในช่วงแรกของงาน Tim Cook ออกมาพูดถึงสถิติของงาน WWDC ที่ผ่านมาในทุกๆ ครั้ง โดย Cook สรุปสั้นๆ ว่า ปีนี้เป็นการจัดงาน WWDC ปีที่ 25 โดยมีผู้เข้ามาร่วมงานมากกว่า 69 ประเทศ และกว่า 70% เป็นผู้เข้าร่วมงานใหม่ๆ ทั้งสิ้น และปีนี้พิเศษหน่อย ตรงที่อายุน้อยสุดที่เข้าร่วมงานในปีนี้ ก็คืออายุ 13 ปีครับ

ส่วนในด้านนักพัฒนา Apple มีนักพัฒนารวมทั้งหมด 9 ล้านคนที่สมัครสมาชิก Apple Developer Account เอาไว้ และนี่จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Apple เน้นความสำคัญกับนักพัฒนาเป็นพิเศษ

ส่วนงานอื่นๆ ภายใน WWDC ก็จะประกอบไปด้วยการสัมมนาต่างๆ กว่า 100 หัวข้อ มีห้องทดลองกว่า 120 ห้อง และมีวิศวกรของ Apple ให้คำบรรยายภายในงานกว่า 1,000 คนเลยทีเดียว

 

1 ปีที่ผ่านมาของ OS X

Apple ออกมาพูดถึงความสำเร็จของ Mac ก่อน โดย Apple เปิดเผยว่า หากเทียบอัตราการเติบโตแบบปีต่อปี ผู้ผลิตทั่วไปมีอัตราการเติบโตน้อยลงถึง 5% แต่กับ Apple นั้นอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 12% โดยยอดผู้ใช้งาน Mac ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 80 ล้านเครื่อง

เมื่อครั้งที่ OS X Mavericks เปิดตัวไปนั้น มีคนดาวน์โหลดมาติดตั้งกว่า 40 ล้านชุดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการใช้งานระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ ที่เร็วที่สุดของ Apple เลยก็ว่าได้ครับ

โดยสถิตินี้ยังเหมารวมสถิติของการเติบโตที่ Apple เรียกมันว่า ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เติบโตเร็วที่สุด อีกด้วย โดยเมื่อเทียบกับ Windows 8 เมื่อปี 2012 อัตราการเติบโตของ OS X Mavericks นั้นสูงถึง 51% เลยทีเดียว ชนิดที่เรียกว่าทิ้ง Windows แบบไม่เห็นฝุ่น

 

OS X Yosemite ภาคต่อแห่งความสำเร็จของ OS X

OS X Yosemite ถือว่าเป็นภาคต่อของความสำเร็จของ OS X Mavericks ก็ว่าได้ครับ โดยเจ้านี่จะเน้นความสำคัญสามข้อ คือด้านดีไซน์ แอปพลิเคชัน และการใช้งานครับ

ด้านดีไซน์

OS X Yosemite จะเปลี่ยนการออกแบบของ OS X ใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนการออกแบบเป็น “Flat Design” ตามแบบ iOS ทั้งหมด ที่ให้ประสบการณ์ในการใช้งานจากดีไซน์โปร่งแสง หรือ Translucent User Interface โดยทุกส่วนของระบบจะกลืนกับพื้นหลังโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญ ดีไซน์ของส่วนติดต่อผู้ใช้ทั้งหมด สามารถเปลี่ยนสีเป็นสีดำได้ด้วย Dark Mode ที่จะทำให้แถบเมนูด้านบน และเมนูย่อยกลายเป็นสีดำโปร่งแสง แน่นอนว่าเมื่อดีไซน์เปลี่ยนไปตาม iOS แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปด้วยก็คือฟอนต์ ที่เปลี่ยนเป็นฟอนต์ Helvetica Neue บางเฉียบทั้งระบบครับ

 

ด้านแอปพลิเคชัน

ใน OS X Yosemite มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแอปพลิเคชันที่ติดมากับระบบต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ

Notification Center
ใน OS X Yosemite ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยใช้ต้นแบบจาก iOS และรองรับการใช้งานวิตเจ็ตในตัวด้วย โดยเราสามารถลากวิตเจ็ตมาใส่ใน Notification Center ได้โดยตรง

 

Spotlight
ช่องค้นหา Spotlight ได้รับเปลี่ยนแปลงการทำงานแทบทั้งหมด โดยเมื่อเราคลิกที่ไอคอน Spotlight จากเดิมที่จะปรากฎแถบขึ้นมา จะเปลี่ยนเป็นการขึ้นกล่องโต้ตอบกลางจอ ซึ่งเจ้ากล่องนี้ จะสามารถเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ ได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถค้นหาไฟล์ เอกสาร เพลง รูปภาพ หรือแม้แต่เว็บไซต์ได้โดยตรง

 

จุดสำคัญของ Spotlight ตัวใหม่ก็คือ เราสามารถแปลงค่า แปลงหน่วยเงินตราต่างๆ ได้จาก Spotlight ได้โดยตรง และเรายังสามารถนำผลที่ได้ไปใช้งานต่อได้เลยโดยไม่ต้องคัดลอกและวางอีกต่อไป อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือ Spotlight สามารถค้นหาแผนที่และรอบหนัง รวมถึงหนังเก่าที่ขายอยู่บน iTunes Store ได้ด้วย

 

iCloud Drive
บริการพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวและรองรับการโอนไฟล์ข้ามระบบของ Apple โดยรองรับการโอนไฟล์เอกสารต่างๆ จาก iWork, แอปพลิเคชันบน iOS และอื่นๆ อีกมาก ขึ้นไปยังบน Mac ได้เลย แน่นอนว่ารองรับการโอนไฟล์ขึ้นไปบน Windows ได้อีกด้วย

ใครที่กังวลว่าที่ไม่พอ ไม่ต้องห่วง เพราะ iCloud Drive สามารถขอซื้อเนื้อที่เพิ่มเติมได้แล้ว โดยตีราคาอยู่ที่ 0.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ/เดือน สำหรับเนื้อที่ 20 GB และราคา 3.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ​/เดือน สำหรับเนื้อที่ 200 GB ครับ

 

Mail
Apple รื้อระบบอีเมลทำใหม่ทั้งหมด โดยจุดสำคัญของ Mail ตัวใหม่ก็คือ รองรับการส่งไฟล์ขนาดใหญ่กว่าที่ตัวอีเมลกำหนดไว้ได้ โดยแนบไฟล์ได้ใหญ่ถึง 5 GB ด้วยฟังก์ชัน MailDrop (ปกติ ระบบอีเมลอย่าง Hotmail ให้แนบไฟล์ได้ใหญ่สุดแค่ 10 MB ต่อไฟล์เท่านั้น)

โดย MailDrop จะใช้เซิร์ฟเวอร์ของ iCloud เป็นตัวกลางในการโอนไฟล์ โดยกรณีของแอปฯ Mail บน Mac, iPhone และ iPad จะสามารถอ่านไฟล์แนบได้เลย หรือเมื่อไปเปิดบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไฟล์แนบจะกลายเป็นลิงค์ให้ดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ของ iCloud แทน

 

อีกหนึ่งจุดที่เพิ่มเข้ามาในระบบอีเมลก็คือ Markup โดยในไฟล์แนบเราสามารถขีดเขียนข้อความลงไปได้ เช่นต้องการคอมเม้นท์พวกเสื้อผ้า เราก็สามารถวาดรูป พร้อมใส่คอมเม้นท์ และส่งกลับไปเป็นไฟล์แนบเหมือนเดิมได้เลย โดยไม่ต้องมาเขียนอธิบายเป็นตัวอักษรให้ยุ่งยาก ที่สำคัญใน Markup เรายังสามารถแทรกลายเซ็นของเราลงไปในอีเมลได้แล้วด้วย

 

Safari
Safari ก็ได้รับการรื้อทำใหม่อีกเช่นกัน โดยหน้าตาโดยรวมจะค่อนไปทาง iOS มากขึ้น และทำพื้นที่ในแนวตั้งให้มากขึ้น สิ่งสำคัญของ Safari ตัวใหม่นี้ก็คือเพิ่มฟีเจอร์รูปแบบเดียวกับ Spotlight เข้ามา โดยเมื่อเราค้นหาคำต่างๆ Safari ก็จะเข้าไปค้นหาข้อมูลต่างๆ โดยอัตโนมัติ และแสดงผลขึ้นมาเป็น Spotlight ให้เราเลือกครับ

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ Apple ปรับปรุงไปกับ Safari ก็คือการใช้พลังงาน โดย Safari ตัวใหม่จะใช้พลังงานน้อยกว่าเก่าถึง 9.7 เท่า และนั่นทำให้ MacBook Air สามารถใช้งานได้นานขึ้นสองชั่วโมงในขณะที่กำลังรับชมวิดีโอครับ

 

ด้านการใช้งาน

OS X Yosemite รองรับการใช้งานคู่กับ iOS ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น อย่างแรกคือเราสามารถ AirDrop งานไปหาอุปกรณ์ iOS ได้แล้ว (จากเดิมที่เป็น iOS ถึง iOS อย่างเดียว) และยังเพิ่มฟีเจอร์ Handoff เข้ามา โดยเป็นฟีเจอร์สำหรับการโอนถ่ายสิ่งที่ทำอยู่ระหว่าง OS X และ iOS ไปหากันได้อย่างง่ายดาย อย่างเช่นพิมพ์งานอยู่บน Mac แล้วเกิดปัญหาจนต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ เราสามารถเปิดงานชิ้นนั้นขึ้นมาทำได้เลยบน iPad

 

หรือในขณะที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ เราก็สามารถจ่อ iPhone ไว้ใกล้ๆ เครื่อง และสามารถสั่งเปิด Personal Hotspot จาก iPhone เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตได้เลย โดยไม่ต้องเข้าไปเปิด Hotspot ก่อน

 

และที่สำคัญที่สุด คือ OS X Yosemite สามารถทำงานแทน iPhone ของเราได้ ทั้งส่ง SMS ผ่านแอปฯ iMessage หรือสามารถรับสายเข้า และสั่งโทรออกได้แล้ว กรณีที่เราเผลอวาง iPhone ไว้ห่างจากตัว และกำลังใช้ Mac อยู่

การใช้ Mac รับสายเข้า โทรออก หรือส่ง SMS นั้น เครื่อง Mac ของเราต้องเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันกับ iPhone อยู่ จึงจะสามารถใช้งาน Mac ทดแทน iPhone ได้ครับ

โดยนักพัฒนาที่มีบัญชีนักพัฒนาของ Apple อยู่แล้ว สามารถดาวน์โหลด OS X Yosemite มาใช้งานได้เลยตั้งแต่วันนี้ คนที่ลงทะเบียน OS X Beta Seed Program เอาไว้ Apple จะปล่อยอัปเดตให้ภายในหน้าร้อน (ภายในพฤษภาคม-สิงหาคม) ของปีนี้ ส่วนผู้ใชทั่วไปที่ไม่อยากทดสอบ Apple จะปล่อย OS X Yosemite แบบแจกฟรีทั่วบ้านทั่วเมืองปลายปีนี้เช่นเดิมครับ

 

 

สถิติเก่าของ iOS

ก่อนจะเริ่มในส่วนของ iOS นั้น Tim Cook ได้ออกมาเผยสถิติเล่นก่อนครับว่า Apple สามารถขายอุปกรณ์ที่ใช้ iOS ได้กว่า 800 ล้านเครื่องแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็น iPhone ไปกว่า 500 ล้านเครื่อง iPod touch 100 ล้านเครื่อง และ iPad 200 ล้านเครื่อง และนอกจากนี้คนหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้ iOS นั้น ก็มีจำนวนกว่า 130 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ ย้ายมาจาก Android แทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้ Cook ยังบอกต่อว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวจีน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนอุปกรณ์จาก Android มาเป็น iOS และทำให้การดำเนินชีวิตนั้นดีกว่าเดิมขึ้นเยอะ

 

iOS 8 เวอร์ชันที่ 8 ของระบบปฏิบัติการมือถือที่ทุกคนขาดไม่ได้

อ่านเพิ่มเติมที่ สรุปคุณสมบัติใหม่ iOS 8 มาเมื่อไหร่? มีอะไรใหม่? (ฉบับอ่านง่าย จบใน 5 นาที)

ของใหม่ในงานอีกหนึ่งชิ้นก็คือ iOS 8 ครับ โดย iOS 8 ถือเป็นเวอร์ชันที่ 8 ของ iOS ที่พัฒนาขึ้นมาจากจุดด้อยของ iOS 7 แทบทุกจุด ของใหม่ด้านหน้าตาคงไม่เปลี่ยนอะไรมากเพราะทรงยังเหมือนกับ iOS 7 แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือ Interactive Noficiation โดยเราสามารถตอบข้อความต่างๆ ได้เหมือน OS X Mavericks ได้แล้ว เพียงแค่ลาก Notification Bar ลงมาสั้นๆ เท่านั้น ก็สามารถตอบข้อความต่างๆ ได้เลย

 

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Quick Access ที่เมื่อเรากดปุ่ม Home สองครั้งเพื่อเรียกรายการแอปพลิเคชันล่าสุดขึ้นมาแล้วนั้น เราจะเห็นรายการผู้ติดต่อที่ติดต่อล่าสุดอยู่ด้านบน โดยจะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนติดต่อล่าสุด และส่วนรายชื่อโปรด โดยผู้ใช้สามารถโทรหา ส่งข้อความ ส่งอีเมล หรือโทร FaceTime หาได้จากในส่วนนี้เลย

 

ในส่วนของเมนู Search ก็ถูกรื้อทำใหม่เป็น Spotlight Search โดยความสามารถนี้จะเหมือนกับ Spotlight บน OS X ทั้งหมด ทั้งการเปิดแอปพลิเคชัน ค้นหาข้อมูล แปลงค่าต่างๆ ค้นหาเว็บไซต์หรือ Wikipedia ค้นหาเอกสาร ค้นหาเพลง หรือแม้กระทั่งค้นหารูปก็สามารถทำได้ทั้งหมด

 

ส่วนของคีย์บอร์ดของ iOS ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเสียงใหม่เป็น QuickType ของใหม่ก็คือการเดาศัพท์ต่างๆ ซึ่ง Apple เผยว่าเราสามารถพิมพ์ข้อความได้รวดเร็วขึ้นด้วยฟังก์ชันนี้ โดยฟังก์ชันนี้จะพร้อมให้ใช้งานใน 14 ภาษาก่อนใน iOS 8 และรองรับการใช้งานภาษาไทยอีกด้วยครับ

 

สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ OS X Yosemite ก็คือ Continuity ที่เป็นการแชร์การทำงานระหว่างระบบเหมือนฟีเจอร์ Continuity บน OS X Yosemite โดยเราสามารถแชร์เอกสารระหว่าง iPhone และ iPad, สามารถเปิด Personal Hotspot บน iPhone โดยการสั่งเปิดจาก iPad, อ่านและส่งข้อความ SMS และสามารถโทรออกหรือรับสายผ่าน iPad ได้เลย

อีกฟีเจอร์ที่ถูกปรับแต่งก็คือ Message โดย Message ตัวใหม่จะสามารถชวนผู้สนทนาเข้าร่วมห้องได้หลายๆ คนแล้ว อีกทั้งเราสามารถตั้งชื่อห้อง ปิดการเตือน และสามารถออกจากห้องได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญมันสามารถส่งข้อความเสียง ภาพ และวิดีโอ รวมถึงแชร์ตำแหน่งในห้องสนทนาได้เลย และเมื่อมีข้อความส่งเข้ามา เราสามารถยกหูเพื่อฟังข้อความได้

 

ฟีเจอร์สำคัญของ iOS 8 ที่เรียกว่าเป็นฟีเจอร์ใหญ่เลย ก็คือเน้นตลาดธุรกิจมากขึ้น โดยจะประกอบไปด้วยฟีเจอร์ต่างๆ กว่าร้อยฟีเจอร์ โดยทั้งหมดมีฟีเจอร์สำคัญคือ Device Enrollment Program โดยบริษัทสามารถกำหนดสิทธิ์การใช้งานของอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย และในอุปกรณ์ทุกๆ ชิ้น จะทำการติดตั้งแอปพลิเคชันที่จำเป็นต่อการใช้งานภายในบริษัทมาให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถตั้ง Passcode สำหรับล็อกอุปกรณ์ได้ด้วย นอกจากนั้นในแอปฯ​ Mail ยังรองรับการส่งข้อความโดยใช้ S/MIME และรองรับ Exchange Realtime Pushing ได้อีกด้วย

 

อีกฟีเจอร์สำคัญของ iOS 8 ก็คือ Health ที่เป็นข่าวลือมานานพอสมควร โดยฟีเจอร์ Health จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือชุด HealthKit สำหรับนักพัฒนา และแอปพลิเคชัน Health ซึ่งเจ้าแอปพลิเคชันนี้จะไม่เข้าไปดึงข้อมูลจากแอปพลิเคชันอื่นๆ ของ iOS ทั้งหมด ยกเว้นแอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วย HealthKit เท่านั้น ซึ่งเจ้าแอปพลิเคชันนี้จะทำการดึงข้อมูลจากแอปพลิเคชันภายนอกที่รับข้อมูลจากอุปกรณ์อีกที มาเก็บไว้เป็นข้อมูลส่วนกลาง และทุกแอปพลิเคชันสามารถเรียกใช้ข้อมูลส่วนกลางนี้ได้ทั้งหมด

 

ฟีเจอร์ธรรมดาอย่าง Family Sharing ที่เปิดให้เราแชร์ข้อมูลต่างๆ กับคนในครอบครัวได้สูงสุด 6 คน ก็ทำให้การใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์แบบขึ้นเช่นกัน โดยในขั้นตอนหลังติดตั้ง iOS 8 เสร็จ เจ้าบ้านสามารถส่งคำเชิญเข้าร่วมการแชร์ข้อมูลภายในครอบครัวได้ โดยเมื่อรับคำเชิญแล้วเราสามารถแชร์ข้อมูลต่างๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพลง รูปภาพ แอปพลิเคชัน และอื่นๆ ที่สำคัญยังสามารถแชร์บัตรเครดิตได้ด้วย ในกรณีที่บ้านนั้นมีเด็ก และเด็กต้องการซื้อเกม ข้อมูลการสั่งซื้อจะถูกส่งหาเจ้าบ้านโดยอัตโนมัติเพื่อยืนยันการซื้อแอปพลิเคชันครับ โดยฟีเจอร์นี้เราสามารถแชร์ได้สูงสุด 6 คนต่อหนึ่งบ้านครับ

 

ในส่วนฟีเจอร์ Photos ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยสามารถอัปโหลดขึ้นไปบน iCloud Drive ได้แล้ว และเมื่อรูปถูกอัปโหลดขึ้นไป อุปกรณ์ทั้งหมดภายใต้ Apple ID เดียวกัน สามารถเข้าถึงข้อมูลรูปภาพได้ทั้งหมด และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือเราสามารถค้นหารูปภาพต่างๆ ได้แล้ว โดยใช้ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในภาพ (Exif) มาทำการค้นหา

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามา ก็คือเราสามารถแต่งภาพจากแอปฯ Photos ได้ตรงๆ แล้ว และทุกการเปลี่ยนแปลง จะถูกบันทึกลง iCloud ทุกครั้ง และจะเปลี่ยนแปลงในทุกอุปกรณ์โดยอัตโนมัติครับ

 

นอกจากนี้ฟีเจอร์ต่างๆ ยังถูกส่งย้อนกลับขึ้นไปบน OS X Yosemite ด้วย โดยแอปพลิเคชัน Photos ใน OS X จะสามารถเข้าถึงรูปภาพที่ถูกเก็บไว้อยู่บน iCloud Drive ได้ทั้งหมด และสามารถเปิดขึ้นมาเพื่อปรับแต่ง หรือแต่งเติมภาพเพื่อนำไปใช้งานต่อไป ภาพที่ถูกปรับแต่งเสร็จแล้วก็จะถูกบันทึกลง iCloud Drive และส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเดิม

 

ส่วนฟีเจอร์ย่อยๆ ที่ถูกปรับปรุง คือ Siri โดยเราสามารถเรียกใช้ Siri ได้โดยการพูด “Hey, Siri” เท่านั้น และ Siri จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Siri ค้นหาเพลงผ่าน Shazam ได้ สั่งให้ Siri ซื้อของบน iTunes ได้ สั่งให้ Siri จดจำเสียงได้ และเสียงของ Siri จะถูกเพิ่มเข้ามาอีก 22 ภาษา และยังมีฟีเจอร์สำหรับชาวจีนที่ถูกปรับแต่งเพิ่มเติมด้วย ได้แก่แผนที่ในรูปแบบเวคเตอร์, การนำทางแบบ Turn-by-Turn, รองรับปฏิฑินจันทรคติ, ปรับแต่งในส่วนของการเดาศัพท์ และการพยากรณ์อากาศเป็นต้น

 

อีกส่วนที่ถูกปรับปรุงอย่างหนักก็คือ App Store โดยสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ Explore โดยเป็นส่วนสำหรับค้นหาแอปพลิเคชันที่คนอื่นๆ ชื่นชอบจากทุกๆ หมวด หน้า Search ถูกปรับปรุงใหม่ โดยเปลี่ยนจากเมนูแบบเดิมเป็นการสไลด์ขึ้น-ลงแทน เพิ่ม Trending Search สำหรับให้ผู้ใช้ได้รู้ว่าในขณะนั้น ผู้ใช้อีกจำนวนมากกำลังค้นหาอะไรกัน และที่สำคัญเราสามารถซื้อแอปพลิเคชันแบบยกเซ็ต  (Bundles) ได้แล้ว

 

อีกฟีเจอร์ใหญ่ของ App Store ที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือ TestFlight โดยนักพัฒนาสามารถส่งคำเชิญในการทดสอบแอปพลิเคชันได้แล้ว ผู้ถูกเชิญจะสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่อยู่ในระหว่างการทดสอบของนักพัฒนาได้ และการนำแอปพลิเคชันขึ้นทดสอบนี้ นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องส่งให้ Apple ตรวจสอบก่อนแต่อย่างใด

 

สำหรับชุดพัฒนาซอฟท์แวร์ หรือ SDK ของ iOS 8 จะมีส่วนต่อประสาน (API) ใหม่ๆ กว่า 400 ตัวให้นักพัฒนาเลือกใช้ และมีฟีเจอร์สำคัญใหม่คือ Extensibility ที่อนุญาตแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้แล้ว เช่น แชร์เว็บเพจขึ้น Pinterest, แปลเว็บด้วย Bing Translate, แชร์รูปภาพขึ้น Instagram โดยตรงเป็นต้น อีกทั้งยังอนุญาตให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาวิตเจ็ตสำหรับใช้งานร่วมกับ Notification Center ได้แล้วด้วย ที่สำคัญที่สุด iOS 8 สามารถใช้งานคีย์บอร์ดอื่นนอกจาก QuickType ได้แล้ว เช่น Swype เป็นต้นครับ

 

นอกจากนี้ยังมี API อื่นๆ ที่ถูกเปิดให้นักพัฒนาเข้าถึงได้แล้ว เช่น Touch ID API โดย API นี้จะอนุญาตให้แอปพลิเคชันสามารถเข้าถึงข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือที่ถูกบันทึกใน Touch ID ได้แล้ว หรืออย่าง Camera API ที่ให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟังก์ชันกล้องของอุปกรณ์ iOS ได้ทั้งหมด และ PhotoKit ที่ให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่งแอปพลิเคชัน Photos ได้ตามใจชอบครับ

 

อีกหนึ่ง API ที่ถูกเปิดตัวในงานนี้ด้วย นั่นคือ HomeKit โดย HomeKit จะเป็น API ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้านได้ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบ้านอัจฉริยะนั่นเองครับ โดย API นี้จะเป็น API กลางที่ให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านได้ และยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Siri อีกด้วยครับ

 

อีก API ที่ถูกพูดถึงนั้นคือ CloudKit โดย CloudKit จะเป็น API ที่อนุญาตให้นักพัฒนาโอนการประมวลผลบางส่วนขึ้นไปบน Cloud ได้แล้ว (ลักษณะการทำงานจะคล้ายๆ Amazon Cloud Service หรือ Windows Azure) โดยฟีเจอร์นี้ให้นักพัฒนาสามารถใช้งานได้ฟรีแต่มีข้อจำกัดครับ

 

อีกหนึ่ง API ใหญ่ที่ถูกพูดถึง นั่นคือ Metal โดย Metal จะเป็น API ที่เข้ามาแทนที่การทำงานของส่วนติดต่อกราฟิกเดิมอย่าง OpenGL ES ทั้งหมด โดยจุดเด่นของมันคือ ขณะที่กำลังเรียกใช้กราฟิกสูงๆ มันจะทำให้หน่วยประมวลผลนั้นลดกำลังการประมวลผลลง ซึ่งสามารถวาดกราฟิกได้สูงกว่า OpenGL ES ถึง 1.2 เท่าโดยการวาดชิ้นงานเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น จุดสำคัญของ Metal คือมันถูกออกแบบมาใช้งานคู่กับ Apple A7 โดยเฉพาะ ดังนั้น อุปกรณ์รุ่นอื่นที่เก่ากว่า iPhone 5s, iPad Air และ iPad mini รุ่นที่ 2 อาจใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพครับ

 

โดยงานนี้ ผู้พัฒนาเกมรายใหญ่อย่าง Electronic Arts (EA) ยังได้นำระบบ Frostbite 3 ที่ทำเป็นเกม Plant VS Zombie มาโชว์ ในงาน และไม่ใช่แค่ EA เท่านั้น บริษัทอย่าง Crytek เองก็ยังนำเกมที่ทำบน CryEngine เวอร์ชันใหม่มาโชว์ และขาดไม่ได้กับพันธมิตรตลอดกาลของแอปเปิลอย่าง Epic Games ที่ออกมาโชว์การทำงานของระบบ Unreal Engine บน iOS 8 ครับ

 

นอกจาก Metal ที่ออกมาเน้นเกมกราฟิกสูงๆ แล้ว ยังมี SpriteKit และ SceneKit ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือนักพัฒนารายเล็ก ให้ไปใช้งานร่วมกับการพัฒนาเกมอีกด้วยครับ

 

สิ่งสำคัญใน iOS 8 และ OS X Yosemite นั่นก็คือภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใหม่อย่าง Swift ครับ โดย Swift เป็นภาษาใหม่ที่รื้อโครงสร้างของภาษา Objective-C ทั้งหมด ซึ่ง Apple บอกว่าสามารถประมวลผลในการทำงานได้สูงกว่า Objective-C สูงถึง 22 เท่าเลยทีเดียวครับ

 

การปล่อยให้ใช้งาน iOS 8 นั้น นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดรุ่นทดสอบไปใช้งานได้เลยในวันนี้ ทั้ง iOS 8 และ SDK เวอร์ชันใหม่ โดยสามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์ iOS ทุกตัวที่ได้อัปเดต iOS 7 ยกเว้น iPhone 4 ครับ ส่วนกำหนดการปล่อยให้ผู้ใช้งานทั่วไปนั้นยังไม่มีแจ้งออกมาแต่อย่างใด

โดยท้ายที่สุด Tim Cook กล่าวปิดงานในครั้งนี้ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ของ Apple ที่ว่า “แพลตฟอร์ม, อุปกรณ์ และบริการ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน” นั่นเองครับ

ก็จบไปอีกงานแถลงข่าวใหญ่ของ Apple ที่เรียกได้ว่า ขนของใหม่มาเสิร์ฟกันอย่างไม่มีกั๊ก และเชื่อได้ว่าหลังจากนี้เราคงจะได้เห็นอะไรเด็ดๆ จากทั้ง Apple และนักพัฒนาทั้ง iOS และ OS X แบบขนใส่กันมาเต็มสูบเลยทีเดียวครับ

 

ใครที่อยากดู Keynote ย้อนหลัง ก็สามารถเปิดไปดูได้เลยที่นี่ครับ

“Apple Event: Worldwide Devleoper Conference 2014

 

แล้วอย่าลืมติดตามข่าวสารดีๆ กับทีมงาน MacStroke.com ได้ทั้งทางเว็บไซต์, Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke นะครับ


ที่มา: The Verge


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke