Corning เปิดศึก…กระจกแชฟไฟร์หรอ? …แพง! หนัก! แถม…ไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติ!

เมื่อเร็วๆ นี้ สองผู้บริหารหลักของ Corning ได้เข้าร่วมประชุมทางออนไลน์ซึ่งจัดโดยสถาบันการเงิน Morgan Stanley Technology แต่เมื่อมีการยิงคำถามหนึ่ง ว่ามีมุมมองและความเห็นอย่างไรกับกระแสที่ว่าบริษัทหนึ่งจะหันมาใช้ผลึกแชฟไฟร์ทำเป็นกระจกหน้าจอแทน ซึ่งทั้งคู่ก็เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อเสียของมัน “เยอะ”

โดยผู้เข้าประชุมในครั้งนั้นก็คือ James Flaws, CFO และ Tony Tripeny, Senior Vice President และ Corporate Controller ของ Corning ครับ ซึ่งความเห็นจากทั้งคู่ก็คือ ผลิตภัณฑ์ Gorilla Glass 3 ของบริษัทนั้น มีความสามารถที่ดีกว่ากระจกจอแชฟไฟร์อยู่เยอะพอสมควร แต่การที่บริษัทหนึ่ง (ซึ่งก็คือ Apple) จะหันมาใช้กระจกจอแบบแชฟไฟร์นั้น ย่อมส่งผลในทางลบกับบริษัทแน่นอน เพราะบริษัทนี้ ก็เป็นลูกค้าหลักที่ใช้งานกระจกแบบนี้มาตลอดอยู่ด้วย

และนอกจากนี้ทั้งคู่ยังให้ความเห็นถึงกระจกแชฟไฟร์ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรไปลงทุนด้วยจริงๆ เพราะมันมีข้อเสียอยู่หลายอย่างเมื่อเทียบกับ Gorilla Glass 3 นั่นก็คือใช้ต้นทุนในการทำสูงกว่า 10 เท่า ใช้เวลาและกระบวนการในการขึ้นรูปนานกว่า 4,000 เท่า น้ำหนักมากกว่า 1.6 เท่า และใช้พลังงานในการผลิตสูงกว่า 100 เท่า อัตราการผ่านของแสงก็ทำได้ต่ำกว่า นั่นหมายความว่าถ้าแสงผ่านได้น้อย ตัวจอแสดงผลยิ่งต้องเร่งอัตราการขับแสง และนั่นหมายถึงพลังงานที่จะใช้มากขึ้น หรือถ้าไม่เร่ง ก็จะได้จอที่มืดกว่าปกติ แถมยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอีกด้วยซ้ำ

หรือจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือกระจกจอแชฟไฟร์นั้น ก็คงเป็นเพียงแค่กระแสชั่ววูบในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น ครั้นจะเอามาใช้งานเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพจริงๆ คงมีทางเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดูดีกว่าก็คือ ชื่อของ Sapphire Glass นั้น ฟังดูเก๋ๆ เซ็กซี่กว่า Gorilla Glass เป็นไหนๆ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดี Tripeny ยังบอกต่อว่า ถ้าเกิด Sapphire Glass กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริงๆ บริษัทก็คงหาทางหลีกเลี่ยงที่จะมาร่วมผลิตด้วยไม่ได้เช่นกัน หรือก็คือ พร้อมลุยตลาดนี้กับเขาด้วยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้ลงทุนตอนนี้ ก็ไม่คุ้มเสี่ยงอย่างแรงครับ

ถ้าจำกันได้ GT Advanced Technologies เคยให้สัมภาษณ์ว่า สถานะทางการเงินของบริษัทนั้นเข้าขั้นขาดทุนหนักอยู่พอสมควร จากการเข้าไปวิจัยและค้นคว้าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ อย่างไรก็ดี การตั้งโรงงานที่ Arizona น่าจะช่วยให้บริษัทสามารถให้ความช่วยเหลือด้านชิ้นส่วนให้กับ Apple ได้เป็นอย่างดีนั่นเองครับ


ที่มา: AppleInsider


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke