Review iPad mini “เจ็ดนิ้วที่ใหญ่พอดีมือ”

ในตอนก่อนหน้า ที่เราได้เกริ่นไว้ใน Mini Review ของ iPad mini ครั้งนี้เรานำเจ้า iPad ตัวจิ๋วนี้มาทดลองใช้จริงเป็นสัปดาห์ ๆ ก่อนที่จะวางขายอย่างเป็นทางการในไทย ลองมาดูกันว่า iPad mini จะมีดีอย่างไร และจะถูกใจผู้ใช้อย่างเรา ๆ หรือไม่กันครับ

 

สามารถตามไปอ่าน Mini Review “iPad mini”
ที่เคยลงไว้ก่อนหน้านี้ได้นะครับ

 

ก่อนจะเข้าสู่การรีวิวในทุก ๆ ด้าน เรามาสรุปสเป็ค iPad mini แบบคร่าว ๆ ก่อนครับ

  • ขนาดพอ ๆ กับกระดาษ A4 พับครึ่ง หนา 7.2mm
  • น้ำหนัก 308 กรัม สำหรับรุ่น Wi-Fi
  • ใช้ CPU Apple A5 ความเร็วพอ ๆ กับใน iPad 2 และ iPad 3
  • หน้าจอ 1024 x 768 พิกเซล ความหนาแน่น 163 PPI (ไม่เป็น Retina Display)
  • กล้องถ่ายภาพ 5 ล้านพิกเซล (กล้องหลัง) พร้อม Auto Focus และ 1.2 ล้านพิกเซล (กล้องหน้า) ไม่มีแฟลช
  • รองรับ Wi-Fi (802.11 a/b/g/n + Dual Band) และ Bluetooth 4.0 แบบประหยัดไฟ
  • Apple อ้างว่าแบตเตอรีใช้ได้นานกว่า 10 ชั่วโมง
  • มีไมโครโฟน และลำโพงสเตอริโอ

 

รูปร่างภายนอก

สิ่งแรกหลังจากหยิบเจ้า iPad mini ออกมาจากกล่อง เราจะต้องตกใจกับความเบาและบางของมัน ด้วยน้ำหนักเพียง 3 ขีดนิด ๆ กับขนาด 7 นิ้วกว่าที่กำลังพอดีมือ ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความแตกต่างจาก iPad รุ่นใหญ่ในทุกด้าน

ในเรื่องของวัสดุ iPad mini ใช้อลูมิเนียมเคลือบ (Anodized Aluminum) แบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ตระกูล MacBook และ iPhone 5 ทำให้มีความทนทานที่สูง กันรอยขีดข่วน ในขณะเดียวกันก็ดูสวยหรูไปในตัว

งานประกอบของ iPad mini นั้นทำออกมาได้ดีมาก เกินราคา 11,000 บาทไปเยอะทีเดียว การเคลือบสีของอลูมิเนียมก็ดูทนกว่าบน iPhone 5 เสียอีก ถึงแม้ว่าเครื่องจะใหญ่กว่า iPhone ก็ตาม แต่ก็ไม่พบอาการสีลอกหรือรอยข่วนแต่อย่างใด

ปุ่มต่าง ๆ บนเครื่องทำออกมาได้แน่นหนา แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า ปุ่มปรับเสียงและปุ่มปิดเสียงด้านข้างของเครื่องนั้นกดยากพอสมควร ตัวปุ่มค่อนข้างที่จะแข็งมาก เวลากดแรง ๆ เครื่องอาจจะถูกเล็บข่วนเอาได้ จึงต้องระมัดระวังในจุดนี้ไว้ด้วย

 

กล่องของ iPad mini เองก็มาในขนาดกระทัดรัด พอดีกับตัวเครื่องเหมือนกับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple เอง โดยในกล่องที่ MacStroke ได้มาทดสอบนั้นเป็นเครื่องของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกล่องจะหนากว่าประเทศอื่นพอสมควร เนื่องจากหัวปลั๊กที่แถมมาให้ในกล่อง มีขนาดใหญ่

ภายในกล่องมีอุปกรณ์ไม่กี่อย่าง ตามแนวคิด Minimalism ที่ให้น้อย ๆ พอใช้ไว้ก่อนของ Apple เอง ซึ่งด้านในมีเพียงสาย Lightning สำหรับเสียบชาร์จและเชื่อมต่อข้อมูล และหัวปลั๊ก กำลังไฟ 0.5A เท่า iPhone นั่นเอง (ในขณะที่ iPad ตัวใหญ่จะได้หัวปลั๊กที่จ่ายกำลังไฟ 1-1.2A) ทำให้เราสามารถเอาที่ชาร์จ iPhone หรือโทรศัพท์มือถืออื่น ๆ มาใช้ร่วมกับ iPad mini ได้ทันที

นอกจากนั้น สำหรับเครื่องศูนย์ประเทศไทย คาดว่าจะได้หัวปลั๊กกลม 2 ขายาว ๆ เนื่องจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดมาตรฐานให้ใช้หัวปลั๊กกลม 2 ขาครับ

 

 

จอภาพ “ถึงไม่ใช่ Retina Display แต่ก็รับได้”

จอสัมผัส นับว่าเป็นหัวใจของอุปกรณ์พกพาในยุคนี้ก็ว่าได้ สำหรับ iPad mini เองก็มาพร้อมกับจอภาพขนาด 7.9″ แบบ IPS ให้มุมมองสีสมจริง 178 องศา (เอียงเครื่องแล้วสีไม่เพี้ยน) ทำให้เรานั่งดูหนังกับเพื่อนหรือครอบครัวด้วยกันได้ โดยที่เห็นภาพบนจอเหมือนกัน

จอของ iPad mini มีความละเอียดที่ 1024 x 768 พิกเซล ที่ความหนาแน่น 163 จุดต่อนิ้ว (PPI) นั่นหมายความว่า ความละเอียดหน้าจอของ iPad mini จะเท่ากับใน iPad 2 แต่มีความหนาแน่นสูงกว่า ทำให้เราได้ภาพที่คมชัดกว่า แต่ถึงกระนั้น ที่ความหนาแน่น 163 PPI ก็ยังไม่เข้าขั้น Retina Display เหมือนใน iPhone และ iPad รุ่นใหญ่ ที่มีความหนาแน่น 326 PPI และ 264 PPI ตามลำดับ

สีสันของหน้าจอนั้นสมจริง ไม่โอเวอร์และสดเกินจริงแบบจอ AMOLED บางยี่ห้อ ความสดของสีสันบนหน้าจออยู่ในระดับเดียวกับบน iPhone 4S และดีกว่าใน iPad 2 มาก ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบขั้น iPad with Retina Display (ทั้ง iPad 3 และ 4) หรือ iPhone และ iPod touch ตัวใหม่ได้

 

ซ้าย: หน้าจอ iPad mini เทียบกับ iPad with Retina Display
ขวา: หน้าจอ iPad mini เทียบกับ iPhone 5 (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

เปรียบเทียบขนาดไอคอนบนหน้าจอของ iPhone, iPad mini และ iPad

  • iPhone: ขนาด 114 จุด บนจอละเอียด 326 จุดต่อนิ้ว = 0.88cm (80% ของ iPad mini)
  • iPad mini: ขนาด 72 จุด บนจอละเอียด 163 จุดต่อนิ้ว = 1.12cm (80% ของ iPad)
  • iPad: ขนาด 144 จุด บนจอละเอียด 264 จุดต่อนิ้ว = 1.39cm

จากภาพด้านบนและการคำนวณ พบว่าขนาดของไอคอนและจอ iPad mini นั้น มีขนาด 80% ของ iPad รุ่นใหญ่ ทำให้เวลาใช้งานจริง เราจะจิ้มพลาดได้ง่ายมาก เพราะไอคอนและปุ่มต่าง ๆ ที่เล็กลง

แต่สำหรับบนจอ iPhone ที่มีขนาดไอคอนเล็กกว่า iPad mini กลับไม่พบปัญหาการจิ้มผิดมากเท่า เพราะปุ่มต่าง ๆ ของ iPhone ได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับหน้าจอขนาดเล็ก จึงจิ้มได้คล่องตัวและแม่นยำกว่ามากนั่นเอง ในขณะที่ iPad mini กลับใช้ปุ่มและไอคอนเดียวกับบน iPad ตัวใหญ่ เอามาย่อส่วนลง การควบคุมจึงไม่แม่นยำเท่านั่นเอง

 

 

ความเร็วและแบตเตอรี “มันคือ iPad 2 ที่สดใสกว่าเดิม”

iPad mini นั้นใช้ CPU Apple A5 ตัวเดียวกับใน iPad 2 แต่เป็นเวอร์ชันที่ได้รับการปรับปรุงให้กินไฟน้อยลง และทำงานได้ดีขึ้นเล็กน้อย ทำให้เวลาใช้งานจริงนั้นมีความรู้สึกว่าไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก การใช้งานยังทำได้ดีในทุก App โดยไม่ค่อยปรากฎอาการหน่วงหรือกระตุกให้เห็นเลย

ในส่วนความร้อนของเครื่อง ถือว่ามีน้อยมาก พอ ๆ กับใน iPad 2 เลย อาจจะมีร้อนนิดหน่อยเวลาใช้งานหนัก แต่นั่นก็ถือว่ายังร้อนน้อยกว่า iPad 3 อยู่มาก เพราะเครื่องไม่จำเป็นต้องใช้พลังในการประมวลผลภาพบน Retina Display นั่นเอง

 

จากผลการทดสอบแบตเตอรีของ Engadget จะเห็นว่า iPad mini มีระยะเวลาการใช้งานสูงที่สุดในบรรดา Tablet เกือบทุกตัวบนตลาด โดยสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกือบ ๆ 13 ชั่วโมง และจากการใช้งานจริง พบว่าแบตเตอรีของ iPad mini ลดช้ากว่าใน iPad 3 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราใช้งานต่อเนื่อง 2-3 วันแบบไม่ต้องชาร์จได้เลย

ทาง MacStroke เองก็นำ iPad mini มาทดสอบชาร์จไฟด้วยที่ชาร์จกำลังไฟ 0.5A ที่แถมมาในกล่อง โดยใช้ iPad mini จนแบตเตอรีหมดและดับไปเอง ได้ผลดังต่อไปนี้

  • 1:30 นาที – iPad mini ตื่นขึ้นมาสู่หน้าจอ Lock Screen
  • 30 นาที – แบตเตอรีเพิ่มขึ้นเป็น 14%
  • 120 นาที – แบตเตอรีเพิ่มขึ้นเป็น 51%
  • 190 นาที – แบตเตอรีเพิ่มขึ้นเป็น 80%
  • 264 นาที – แบตเตอรีเต็ม 100% (หรือใช้เวลาชาร์จไปทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 24 นาที)

นั่นหมายความว่า หากเราชาร์จ iPad mini แบบฉุกเฉินเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จะสามารถเอาเครื่องมาใช้งานได้ต่ออีกราว 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และระยะเวลาชาร์จทั้งหมดกว่า 4 ชั่วโมงนี้ ถ้าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ก่อนนอน เมื่อตื่นเช้ามา แบตเตอรีก็จะเต็มอย่างแน่นอน เรื่องแบตเตอรีจึงไม่เป็นปัญหาใด ๆ กับ iPad mini เลย

 

 

กล้องถ่ายรูป “กล้องชัดมาก แต่เอาไปถ่ายจริงจังไม่ได้”

กล้องถ่ายรูปของ iPad mini มาในสเป็คที่เท่ากันกับใน iPad 3 และ iPod touch รุ่นใหม่ คือมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล (Auto Focus) แต่บน iPad mini นั้นจะไม่มีไฟแฟลชช่วยถ่ายมาให้ นอกจากนั้น iPad mini ยังไม่มีโหมด HDR และ Panorama เหมือนใน iPhone และ iPod touch ด้วย หากต้องการใช้คงจะต้องลง App เพิ่มเติมเอาเอง

ในส่วนของกล้องหน้า ถือว่าอัพเกรดขึ้นมาเยอะมาก โดย iPad mini ใช้กล้อง FaceTime HD ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล (Fixed Focus) ทำให้ภาพที่ถ่ายจากกล้องหน้ามีรายละเอียดเยอะขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่สามารถแตะเพื่อเลือกโฟกัสเหมือนกล้องหลังได้อยู่ดี

 

ลองมาดูตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง iPad mini ย่อขนาดลง 50% ครับ
ปล. คนถ่ายก็ถ่ายไม่เก่งเท่าไหร่นะครับ (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

 

จากภาพด้านบน เมื่อเราเอามาเปรียบเทียบกับภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง iPhone 5 ในโหมดปกติ จะพบว่าความคมชัดของรูปจาก iPad mini โดยรวมถือว่าทำได้ดี แต่ระบบวัดแสงยังสู้ iPhone 5 ไม่ได้ โดยเราจะเห็นว่าแสงของโต๊ะในภาพนั้นจ้าเกินไป และไม่สามารถเก็บรายละเอียดพื้นด้านหลังโต๊ะได้เลย ถือว่ากล้องของ iPad mini อยู่ในระดับเดียวกับ iPhone 4 ก็ว่าได้

(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

 

เมื่อซูมเข้ามาดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าการจัดการกับที่แสงน้อยของกล้อง iPad mini ยังทำได้ไม่ดีเท่าไร ในที่มืด ภาพยังมีจุดรบกวน (Noise) อยู่เยอะ ต่างจากภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง iPhone 5 แบบชัดเจน ที่ให้ภาพพื้นผิวที่เงากระทบเนียนกว่า และเก็บรายละเอียดของเม็ดพริกไทยในขวดได้ดีกว่าด้วย

(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

 เป็นอันสรุปว่า กล้องของ iPad mini ถือว่าชัดและน่าพอใจในระดับหนึ่งเท่านั้น สูสีกับกล้อง iPhone 4 แต่ก็ยังสู้ iPhone 5 ไม่ได้อยู่ดี เป็นอันว่าถ่ายเล่นทั่วไปได้ก็แล้วกันครับ สำหรับผู้ใช้ทั่วไปคงรู้สึกว่ามันชัดขึ้นกว่ากล้องของ iPad 2 มาก ๆ แล้ว (กล้อง iPad 2 นี่ดูไม่ได้เลย)

 

 

ลำโพงดีขึ้น Wi-Fi ดีขึ้น App เยอะเหมือนเดิม

ในส่วนของ Hardware อื่น ๆ นอกจากหน้าจอและกล้องแล้ว จากการทดสอบใช้งานทั่วไป พบว่าเสียงที่ออกจากลำโพงของ iPad mini นั้นดีทีเดียว ถือว่าเสียงมีมิติมากกว่าใน iPad รุ่นก่อน ๆ ทั้งหมดมาก เพราะ iPad mini เป็นอุปกรณ์ iOS ชิ้นแรกที่ใช้ลำโพงแบบ Stereo ด้วย แต่ลำโพงกลับให้เสียงที่ไม่ค่อยดังเท่าไรเมื่อเทียบกับ iPad รุ่นอื่น ๆ

การจับสัญญาณ Wi-Fi ใน iPad mini ทำได้ดีกว่า iPad 3 มาก ๆ ถือว่าปรับปรุงขึ้นเยอะทีเดียว เครื่องสามารถจับสัญญาณได้แรงและนิ่งกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก ทำให้การใช้งาน iPad mini รุ่น Wi-Fi อย่างเดียวก็ไม่ได้ทุลักทุเลกับการหาคลื่นสัญญาณเท่าไรนัก

 

นอกจากนั้น บนหน้าจอของ iPad mini ยังมีระบบตรวจจับการวางมือด้วย เพราะตัวเครื่องมีขอบที่บาง ทำให้เวลาจับถือ จะต้องวางนิ้วส่วนหนึ่งลงไปตรง ๆ บนหน้าจอ ซึ่งระบบสามารถตรวจจับได้ว่านั่นคือนิ้วที่ไม่ใช้จิ้มหน้าจอเพื่อสั่งการ ทำให้เราใช้งานได้สะดวกในท่าถือ iPad mini ด้วยมือข้างหนึ่ง และใช้มืออีกข้างในการจิ้มหน้าจอ

แต่ระบบตรวจจับการวางมือนี้ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% เสมอไป บางทีมีรวน จิ้มพลาด หรือจิ้มไม่ติดด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้อาจจะแก้ไขได้ด้วยอัพเดตของ iOS ในเวอร์ชันถัด ๆ ไปครับ

 

 

ในด้านของ App ต่าง ๆ ถือว่ามีให้เลือกเยอะและมีคุณภาพมาก เพราะบน App Store มี App กว่า 200,000 ตัวที่ทำมารองรับหน้าจอของ iPad โดยเฉพาะ ซึ่ง iPad mini สามารถใช้งาน App ต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนบน iPad 2 ทั้งหมด ชนิดที่เรียกว่าใช้ร่วมกันได้ 100% เลยทีเดียว

ตัว User Interface บนหน้าจอก็จะเป็น iPad แบบย่อส่วนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานปฏิทินที่ดูรายการต่าง ๆ ได้เต็มตา หรือท่องเว็บผ่าน Safari ได้หลาย ๆ แท็บพร้อมกัน เหมือนกับการใช้งานบน iPad รุ่นใหญ่ไม่มีผิด

จาก Mini Review iPad mini ที่เรานำเสนอไปครั้งก่อน คีย์บอร์ดของ iPad mini ถือว่ามีขนาดที่พอดีมือ และใช้งานด้วยการถือ 2 มือได้สะดวกมาก ๆ นอกจากนั้นในส่วนของ Split Keyboard ก็ถูกปรับขนาดให้ใหญ่ เหมาะสมกับจอ 7.9 นิ้วด้วยเช่นกัน ทำให้การพิมพ์ข้อความบน iPad mini ทำออกมาได้ดีเทียบเท่า iPad รุ่นใหญ่แทบทุกประการ

แต่ทว่า การใช้งาน App ของ iPhone บนจอ iPad mini ถือว่าทำออกมาได้แย่มาก ๆ เพราะเครื่องจะนำความละเอียดปกติของจอ iPhone 3GS (320 x 480 พิกเซล) ที่ไม่ใช่ Retina Display เหมือนกัน มาขยายขึ้นบนจอ 7.9 นิ้วของ iPad mini ทำให้ภาพที่ได้นั้นแตก และตัวอักษรไม่คมชัด ดังที่เคยปรากฎใน iPad 2 ด้วย แต่เหตุการณ์นี้จะไม่พบใน iPad with Retina Display แต่อย่างใด

 

 

สรุป “iPad mini” มันคือ Tablet 7 นิ้วตัวจริงในขณะนี้

จากทุกอย่างที่เราได้นำเสนอไปข้างต้นนี้ คงปฏิเสธคำกล่าวของ Apple ที่ว่า iPad mini คือ iPad ในทุกตารางนิ้วไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะการใช้งานทุกอย่างทำได้เหมือนกับบน iPad รุ่นใหญ่จริง ๆ และมันไม่ใช่ iPod touch แบบขยายร่าง หรือเป็น iPhone ที่โทรไม่ได้แต่อย่างใด แต่มันคือ iPad คือคอมพิวเตอร์ Tablet ขนาด 7.9 นิ้วที่ยอดเยี่ยมในแทบทุกมิติจริง ๆ

หากนำ iPad mini ไปเทียบกับ Android Tablet 7 นิ้วในท้องตลาดทุกวันนี้แล้ว ราคาของ iPad mini อาจจะสู้ Tablet เหล่านั้นไม่ได้ และหน้าจอก็ยังมีความละเอียดต่ำกว่าก็ตาม แต่ iPad mini ก็ทำออกมาได้สมราคาของตัวมันเองในเรื่องของงานประกอบ สีสันของจอที่สมจริง แบตเตอรีที่ยาวนานกว่า และ App ต่าง ๆ ที่มีให้เลือกใช้ได้ไม่มีเบื่อกว่า 700,000 App ด้วยการใช้งานที่ง่าย ไม่ต้องปรับตัวจาก iPad รุ่นใหญ่ หรือ iPhone เลย ก็ทำให้หลายคนตัดสินใจเลือก iPad mini ได้แบบไม่ต้องคิดมากครับ

 

ข้อดี:

  • ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาสะดวก
  • งานประกอบเยี่ยม หรูหรา เกินราคา
  • ใช้หัวปลั๊กที่ชาร์จของ iPhone หรือโทรศัพท์ Android ได้
  • กล้องหลังและกล้องหน้าปรับปรุงขึ้นจาก iPad 2 มาก ๆ
  • แบตเตอรีอึด ใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 10 ชั่วโมงตามที่ Apple อ้างไว้
  • คีย์บอร์ดพิมพ์สองมือสะดวกมาก หรือจะวางบนตักก็ยังใช้งานดีเท่า iPad รุ่นใหญ่อยู่
  • มี App รองรับเยอะมาก ใช้ App เดิมของ iPhone/iPad ได้ทั้งหมด
  • รองรับ iOS รุ่นล่าสุด และสามารถอัพเดต iOS เพื่อใช้งานฟังก์ชันและ App ใหม่ได้อีกนาน

 

จุดสังเกต:

  • ตัวเครื่องมีขอบที่เล็ก อาจจะกดทับฝ่ามือและเกิดอาการเมื่อยได้
  • ระบบตรวจจับการวางมือบนหน้าจอทำไม่สมบูรณ์ 100% บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนบริเวณที่จับเครื่องใหม่
  • ปุ่มควบคุมบนจอมีขนาดเล็กกว่า iPad รุ่นใหญ่ ทำให้บางครั้งกดพลาดได้ง่าย
  • จอภาพไม่ใช่ Retina DIsplay ผู้ใช้ iPad 3 มาก่อนอาจจะไม่ถูกใจ
  • App ของ iPhone แสดงผลภาพและตัวอักษรได้ไม่คมชัดบน iPad mini
  • กล้องไม่มีไฟแฟลช และจัดการกับที่แสงน้อยได้ไม่ดีเท่าไร

 

 

ความเห็นจากทีมงาน:

@iZipboy (เต๋า) :

iPad mini เป็น Tablet 7 นิ้วที่เกิดในเวลาที่เหมาะสม เกิดในเวลาที่ตลาดพิสูจน์แล้วว่า คนชอบ Tablet ขนาดที่ ไม่ใหญ่ไปเลย ก็เล็กไปเลย แต่ในตลาด Tablet ตัวเล็ก ยังไม่มี Tablet ตัวไหนที่น่าประทับใจจนโลกต้องจดจำ iPad mini ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าการนำเสน่ห์แบบ iPad แต่ย่อขนาดให้ลงมาให้ทุกคนจับต้องได้ เสน่ห์ที่คุ้นเคยในแบบ iPad ไม่ใช่ในแบบ iPhone / iPod Touch ขยายร่าง

ความเล็กของ iPad mini มีแค่ขนาดจริงๆ เพราะทุกสิ่งที่ผู้ใช้เคยทำใน iPad 9.7 นิ้ว ก็ทำได้ใน iPad mini แถมบางอย่างทำได้คล่องกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ประสิทธิภาพเครื่องในภาพรวม ให้อารมณ์เหมือนเล่น iPhone 4S / iPad 2 ที่ยังอยู่ในขั้นรองรับได้ยาวๆ ไม่ต้องกลัวเครื่องจะไม่ไหว หรือใช้งานแล้วไม่สนุก เรื่องของหน้าจอ เป็นอีกเสียงที่ยืนยันได้ว่า ไม่ได้หยาบจนมองไม่ได้ แต่ในอนาคตมันจะคมกว่านี้ไหม มีสิทธิคมแน่นอน

สุดท้ายนี้ iPad mini คือ Tablet ที่ใช้ง่าย มั่นใจได้ ไม่ทิ้งเรื่องความแรง และคุณภาพด้านประสบการณ์ใช้งานแบบ Apple และในอนาคต ถึงจะมีรุ่นรองรับ Retina หรือการอัพเกรดในอนาคต iPad mini รุ่นนี้ก็พร้อมใช้และอยู่อย่างน้อย 2 ปีแบบสบายๆแน่นอน


@melpomin (กร) :

หลังจากที่ครั้งนึง ผมเคยเชื่อมันในความคิดอย่างสตีฟจ๊อบว่า  iPad 7 นิ้ว มันไม่เหมาะ จนวันนึงมันได้ออกมาจริงๆ และผมก็ได้ลองเล่นมัน ถ้าถามประสบการณ์หลังจากที่ได้ทดลองใช้งาน ผมว่ามันเหมาะกับคนที่ต้องการความคล่องตัว สามารถใช้งานที่ไหนก็ได้ ขนาดกระทัดรัด iPad mini สามารถตอบโจทย์ได้เลย 

สำหรับเรื่องหน้าจอของเจ้า iPad mini หากเป็นคนที่มี iPad หน้าจอ Retina display ในครอบครองอยู่แล้วได้ไปทดลองเล่นมัน ก็จะรู้สึกว่าจอมันเป็นจุด หรือรู้สึกไม่ชัดเอาเสียเลย แต่สำหรับผมแล้วมันถือว่าเป็นเรื่องปกติ หากเราได้ลองไปเล่น iPad mini ให้คุ้นเคย บางทีความรู้สึกนั้นอาจจะลดลง จนอาจรู้สึกเฉยๆกับหน้าจอแบบนั้นไปเองก็ได้

ยังไงอยากให้คนที่สนใจ iPad mini ได้ลองเล่นตัวจริงดูก่อน ไม่แน่สิ่งที่คุณอ่านมา หรือได้ยินคนอื่นเขาเล่ามา อาจไม่เท่าประสบการณ์ที่คุณได้ลองเล่นจริงๆด้วยตัวเองครับ


@imboomz (บูม) :

จับ iPad 2 มาออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส ลดหุ่น ทำให้ผอมสลิมมากกว่าเดิม ภายนอกเปลี่ยนไปด้วยขนาด น้ำหนัก รวมไปถึงความละเอียดหน้าจอที่เท่าเดิม แต่ลดขนาดมาเหลือเพียง 7.9 นิ้ว ทำให้ภาพดูละเอียดขึ้นเล็กน้อย แต่ภายในนั้นยังคงความเป็นตัวตนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก

หากพูดถึงการใช้งานนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ iPad เดิม หรือผู้ที่ใช้ iPhone เป็นปกติอยู่แล้ว หากได้สัมผัส iPad mini นั้น ยากที่จะวางกลับไปที่เดิม เพราะด้วยน้ำหนักที่เบา ขนาดเล็ก พกพาสะดวก และยังคงกลิ่นอายความเป็น iPad ใว้อย่างครบถ้วน

สุดท้ายนี้ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ต้องลองไปทดสอบด้วยตัวเองเพียงไม่กี่นาที จะเข้าใจกว่าอ่านหรือฟังคนอื่นมานับสิบๆรอบ …

 


@Mac159 (แม็ค) :

iPad mini คือความลงตัวระหว่าง iPhone และ iPad 

จากที่ผมมี iPad 2 ซึ่งใช้งานมาแล้วเกือบ 1 ปี เมื่อได้มาลองเล่น iPad mini ครั้งแรกมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอุปกรณ์ที่กำจัดส่วนเกินของ iPad 2 ทิ้งไป เพราะด้วยหน้าจอ 7.9 นิ้ว เมื่อมาใช้จริงก็ไม่ได้รู้สึกเล็กกว่า 9.7 นิ้วเท่าไหร่นัก นอกจากนี้การที่ iPad mini ได้ขจัดขอบด้านข้างไปทำให้ตัวเครื่องแคบลง ซึ่งทำให้สามารถจับเครื่องได้อย่างมั่นคงแม้จะใช้มือเดียว รู้สึกกะทัดรัด และใช้งานได้สะดวกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ระหว่างการใช้งานความรู้สึกไม่ต่างจากตอนถือ iPhone มากนัก และก็ยังสามารถให้ความรู้สึกเดียวกับตอนใช้งาน iPad 2 ได้ ในด้านของตัววัสดุก็นับว่าเป็นมาตรฐานเดียวกับ iPhone 5 ซึ่งตัวเครื่องได้ใช้วัสดุเป็นโลหะทั้งหมด ตั้งแต่ขอบจอ ปุ่มกด รวมถึงโลโก้ Apple ด้านหลัง ให้ความรู้สึกหรูหรา ต่างจากโลโก้ด้านหลังของ iPad 2 ที่ใช้พลาสติก

ที่สำคัญ iPad mini ยังมาพร้อมกล้องหน้าความชัด 1.2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังความชัด 5 ล้านพิกเซลแบบเดียวกับใน iPad 4th generation ในส่วนอื่นๆอย่างลำโพงก็ยังนับว่าเสียงดังไม่แพ้ iPad ขนาดหน้าจอ 9 นิ้ว และความเร็วก็ไม่แพ้ใคร

@PeDPiPU (ปี๋) :

ส่วนตัวแล้ว ปี๋ใช้ iPad มาตั้งแต่รุ่นแรก จนถึง iPad รุ่นที่ 3 เลย ปี๋พบว่า iPad mini นั้นเล็กกระทัดรัดมาก ๆ ชนิดที่ว่าจับขึ้นมาเล่นแล้วยังอยากได้มาใช้ซักเครื่องเลยด้วยซ้ำไป แต่ก็อย่างว่าครับ จอภาพของ iPad mini ไม่ได้คมชัดและสีสันสดใสเท่า iPad 3 ตอนใช้แรก ๆ ก็จะรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่พอใช้ไปสักพักแล้วกลับชอบมันขึ้นมา และมองข้ามในจุดนี้ไปได้เหมือนกัน ถ้าจะเอามาใช้ทำงานจริง ๆ จัง ๆ แล้ว iPad รุ่นใหญ่ย่อมเหมาะสมกว่ามาก แต่สำหรับ iPad mini แล้ว มันทำให้เราพกออกไปใช้งานระหว่างเดินทางได้สะดวกกว่าจริง ๆ ครับ


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke