วิธีตรวจเครื่อง iPad ก่อนซื้อ พร้อมใบตรวจเครื่องด้วยตัวเอง

พูดถึงสินค้า Apple ที่ทุกคนนิยมซื้อใช้กันอีกชิ้น ก็คงจะต้องเป็น iPad แน่นอน การซื้อ iPad สักเครื่อง ต้องตรวจอะไรบ้าง ดูอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ทีมงาน MacStroke จึงรวบรวมจุดที่จำเป็นในการตรวจสอบเครื่องก่อนซื้อมาฝากกัน วิธีดังกล่าว ใช้ได้ทั้งใน iPad Air / iPad Air 2 / iPad mini / iPad mini 2 / iPad mini 3 และรวมไปถึงรุ่นเก่าทั้งหมดด้วย

 

สารบัญ 

เช่นเดิมครับ บทความนี้ขอไม่เน้นรูป เพื่อให้เปิดอ่านจากมือถือระหว่างตรวจได้ง่ายๆ และก่อนจะเริ่มไปตรวจเครื่อง ขอแจ้งเงื่อนไขการเปลี่ยนเครื่องสักเล็กน้อยดังนี้


 

***การขอเปลี่ยนเครื่องขณะซื้อ***

เงื่อนไข การเปลี่ยนเครื่องขณะซื้อ หากพบตำหนิภายนอกที่เกี่ยวกับความสวยงาม หากไม่เยินหรือชัดเจนจนน่าเกลียด ทางผู้จำหน่ายสามารถปฎิเสธการแกะกล่องใหม่ให้เลือก (ไม่ให้เปลี่ยนเครื่อง) เนื่องด้วยความสวยงามเหล่านี้ ไม่มีผลต่อการทำงานเครื่อง (Apple เรียกกติกาข้อนี้เรียกว่า Cosmetic Condition)

แต่หากพบความบกพร่องที่เกิดจากตัวเครื่อง ตัวอย่างเช่น ลำโพงไม่ดัง ปุ่ม Home กดไม่ติด จับสัญญาณ Wi-Fi ไม่ได้ จอภาพมีจุดสีเพี้ยนจากปกติมากกว่า 3 จุด กล้องหรือลูกเล่นในเครื่องไม่สามารถทำงานได้ปกติ และรวมถึงทุกอย่างที่บกพร่องจากการใช้งานปกติ ณ เวลานั้น สามารถขอเปลี่ยนเครื่องได้

ในกรณีเรื่องจอเหลืองแล้วไม่พอใจ ก็จัดว่าไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะจอภาพสามารถแสดงผลได้สมบูรณ์แบบ สีที่เหลือง ฟ้า ขาว ไม่จัดเป็นข้อบกพร่อง


 

Step 1 : ตรวจสอบรอบกล่อง / เช็คความถูกต้องเบื้องต้น

1.) พลาสติกหุ้มกล่องต้องสมบูรณ์
หากสามารถเปิดกล่องได้โดยไม่มีพลาสติกหุ้ม หรือมีการตัดเปิดมาก่อนแล้ว ให้ปฎิเสธการรับได้ทันที

2.) iPad ทุกเครื่องที่แกะกล่อง จะมีพลาสติกปิดด้านหน้า / หลัง ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีรอยหรือคราบ

3.) อุปกรณ์ในกล่อง นอกจากเครื่อง จะมีดังต่อไปนี้

  • สายชาร์จแบบ Lightning (หัวรุ่นใหม่ขนาดเล็ก)
  • คู่มือการใช้งาน (ในรุ่นใส่ซิมได้ หรือรุ่น Cellular จะแถมเข็มจิ้มถาด SIM สอดไว้ในคู่มือ)
  • หัวปลั๊กชาร์จ
    • iPad Air ทุกรุ่น, iPad mini 2 และ iPad mini 3 จะเป็นหัวปลั๊กจ่ายไฟ 12W
    • iPad ขนาด 9.7 นิ้ว ตั้งแต่รุ่นแรก ถึงรุ่นที่ 4 จะเป็นหัวปลั๊ก 10W
    • เฉพาะ iPad mini รุ่นแรกเท่านั้น ที่แถมหัวปลั๊ก 5W (แบบเดียวกับของ iPhone)

4.) ที่หลังเครื่อง iPad ด้านล่าง จะมีการพิมพ์ Serial Number ของเครื่องเอาไว้ ให้ตรวจกับฝาหลังและกล่องว่าตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรงกันสามารถปฎิเสธการรับเครื่องได้ทันที เพราะเวลาเข้ารับบริการ หรือต้องเคลมเครื่อง จะมีปัญหาในภายหลังได้


 

Step 2 : ตรวจสอบตัวเครื่อง

หลังจากตรวจสอบในขั้นแรกเสร็จแล้ว ขอให้ตรวจสภาพภายนอกเครื่องให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเปิดเครื่องมาตรวจสอบ แนะนำให้ใช้ไฟฉายแบบ LED / ไฟฉายของ iPhone หรือดูในสถานที่ๆ ไฟส่องสว่างชัดเจน แล้วส่องประกอบการตรวจเช็ค โดยวิธีการตรวจสอบภายนอกมีดังต่อไปนี้

 

5.) ตรวจสอบความเรียบร้อยในงานประกอบเบื้องต้น
ดูการประกบกันของชิ้นส่วนต่างๆ ว่าประกบสนิทหรือไม่ มีช่องไฟ (ระยะห่าง) ของชิ้นส่วนต่างๆ ที่เท่ากันหรือไม่ โดยการฉายไฟฉายไล่มองตามรอยต่อทั้งเครื่อง งานประกอบควรสม่ำเสมอ เท่ากัน เรียบเสมอกัน และไม่เผยอหรือมีช่องโหว่ออกมาให้เห็น

6.) ด้านหลังและด้านข้างของ iPad ทุกรุ่นเป็นอลูมิเนียมแบบชิ้นเดียว ให้ส่องไฟฉายลงไปที่ส่วนที่เป็นเหล็กทั้งหมด ดูว่าสีของเครื่องทั้งหมด ต้องเรียบสม่ำเสมอเท่ากัน ไม่มีรอยขีด รอยบุ๋มเล็กๆ รอยถลอก รอยด่างสีที่ดูต่างกับจุดอื่น รอยด่างแบบสีลอก แต่หากพบเพียงจุดเล็กๆ ถือว่ายอมรับได้

 

7.) กระจกด้านหน้าของเครื่อง ต้องใสและไม่มีตุ่มนูนหรือรอยร้าวให้เห็น หากไม่แน่ใจ ให้เช็ดด้วยผ้าก่อนได้ หากพบตุ่มนูน รอยร้าว สามารถขอเปลี่ยนเครื่องได้ทันที

8.) ส่องดูช่องหูฟังที่อยู่ด้านบนของเครื่อง, ช่องเสียบสายชาร์จ และช่องใส่ถาด SIM ช่องทั้งหมดของเครื่องต้องไม่มีคราบสกปรก ฝุ่น และสนิมเกาะ หากมีสนิมเกาะ สามารถขอเปลี่ยนเครื่องได้ทันที

9.) เอานิ้วลูบขอบปุ่ม Home กับหน้าจอ (ปุ่มกลม ๆ ด้านล่างหน้าจอ) โดยขอบรอบๆ หน้าจอต้องเสมอกับขอบปุ่ม Home ไม่มีการบุ๋มหรือเอียง หากส่องไฟดีๆ จะเห็นขอบปุ่ม Home กับหน้าจอเรียบเสมอจนดูเป็นชิ้นเดียวกัน

สำหรับ iPad Air 2 กับ iPad mini 3 ตัวปุ่ม Home เป็นแบบ Touch ID เมื่อมองดูวงแหวนรอบปุ่ม สีจะต้องตรงกับสีของตัวเครื่อง ไม่มีรอยด่าง หรือสีไม่สม่ำเสมอกัน และหน้าสัมผัสปุ่ม Home ที่เป็นกระจกแซฟไฟร์ ต้องเรียบสนิท ไม่เอียง จม หรือนูนกว่าวงแหวนอย่างเห็นได้ชัด


 

Step 3 : เปิดเครื่องตรวจ

การเปิดเครื่องตรวจ ขอให้ผ่านขั้นตอนทั้งหมดก่อนหน้าให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเปิดเครื่องทดลองใช้งาน หรือใส่ซิมการ์ด (ในรุ่น Cellular) ก่อนเปิดใช้

มาต่อกันเลย

10.) ขณะกดเปิดเครื่อง ให้กวาดสายตาดูการแสดงผลของหน้าจอทั้งหมดว่า พบจุดผิดปกติ สีแดง / ขาว / เขียว / ฟ้า หรือไม่ เพราะหน้าจอเปิดเครื่องที่พื้นหลังดำ สามารถเช็คเบื้องต้นในแง่ของจุดแปลกปลอมบนจอได้ง่าย โดยเข้าไปที่ http://iphonedpt.awardspace.com แล้วกดปุ่มในเว็บให้หน้าจอเปลี่ยนสี

11.) ลองสัมผัสหน้าจอแบบปัดไปมา ถูหน้าจอจากกลางจอลงมาด้านล่างจอเบาๆ เพื่อเรียกลูกเล่นการค้นหา จากนั้นลองแตะแป้นคีย์บอร์ด ดูความแม่นยำ

นอกจากนั้น ควรลองใช้งาน Multitouch Gesture เช่น ใช้สี่นิ้วถูจอขึ้นเพื่อเปิดแอปที่เพิ่งใช้งาน หรือเข้าเมนูสักลูกเล่นหนึ่ง แล้วใช้ห้านิ้วขยุมเข้าหากันเพื่อออกจากลูกเล่นนั้นกลับมายังหน้าจอหลัก เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการทดสอบการตอบสนองของหน้าจอว่าทำงานเป็นอย่างไร หากตอบสนองช้าหรือไม่ตอบสนอง สามารถของเปลี่ยนเครื่องได้

12.) ลองเปิด App อย่าง Safari / Photo / Calendars จากนั้นให้ตะแคงเครื่องไปทางซ้ายหนึ่งรอบ ขวาหนึ่งรอบ เพื่อทดลองการหมุนของจอว่าปกติหรือไม่

 

13.) ทดลองกดปุ่มปรับเสียง ว่าปุ่มกดง่ายหรือไม่ กดแล้วมีการตอบสนองการปรับเสียงที่หน้าจอหรือไม่

14.) ทดลองสับสวิตซ์ปิดเสียง (ด้านข้างเครื่อง เหนือปุ่มเพิ่มเสียง) เครื่องต้องมีการแสดงสถานะว่าเครื่องปิดเสียงแล้วขึ้นมากลางจอ

  • ใน iPad Air 2 จะไม่มีสวิตซ์ปิดเสียงด้านข้างเครื่อง ไม่ต้องทดสอบข้อ 14 ได้

 

15.) กดปุ่มเปิด/ปิดหน้าจอหนึ่งครั้ง เพื่อดูการตอบสนองการล็อค และเปิด/ปิดหน้าจอ

16.) ทดลองกดปุ่ม Home จากในหน้าจอหลักของเครื่อง โดยเปิดเมนูอะไรก็ได้ขึ้นมาหนึ่งตัว

  • หากกดหนึ่งครั้งต้องกลับมาหน้าจอหลัก
  • กด 2 ครั้งติดกัน ต้องมีรายการ App ที่ใช้ล่าสุดแสดงเต็มจอ
  • หากกดค้าง ต้องขึ้น Voice Control หรือ Siri

ใน iPad Air 2 กับ iPad mini 3 ให้ลองตั้งค่าลายนิ้วมือใน Settings -> Touch ID & Passcode -> Add a Fingerprint ปุ่มต้องสามารถตั้งค่านิ้วได้ติดโดยรวดเร็ว

 

17.) เปิด Settings (การตั้งค่า) เลือกหัวข้อ Sounds (เสียง) แล้วปรับระดับเสียงเรียกเข้าให้ดังเกือบสุด หรือดังจนสุด เพื่อให้ลำโพงทำงาน

ลองแตะเปลี่ยน Ringtone (เสียงเรียกเข้า) เพื่อทดสอบเสียงจากลำโพงด้านล่างเครื่อง เสียงที่ได้ยินต้องปกติ ไม่แหลมแตก หรือเบาจนเกินไป

 

18.) ในหัวข้อ Settings เลือก Brightness & Wallpaper (ความสว่างและวอลเปเปอร์) เลือกความสว่างให้สูงสุด เพื่อดูการแสดงผลสี หากพบว่าโทนสีของจอ ออกอมเหลืองหรืออมฟ้า ถือว่าปกติทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดได้จากการผลิตจอ LCD ทุกประเภท และแนะนำให้กวาดสายตามองอีกครั้ง เพื่อเช็คจุดสีแปลกปลอมทั้งหลาย

19.) ในหน้าจอ Brightness ต่อจากเมื่อครู่ ให้เปิดตัวเลือก Auto Brightness (ปรับสว่างอัตโนมัติ) ไว้ ซึ่งปกติจะเปิดมาอยู่แล้ว จากนั้นทำตามนี้

  • ให้กดปุ่มปิดเครื่อง เพื่อปิดหน้าจอให้ดับลง
  • เอามือปิดบริเวณเหนือกล้องหน้าไว้ (บริเวณนั้นจะมีเซนเซอร์วัดแสงหน้าจอ)
  • ขณะที่ยังเอามือปิดกล้องหน้าอยู่ ให้เปิดจอขึ้นมาใหม่ จะพบว่าจอมืดลง
  • เมื่อปล่อยมือออก หากหน้าจอสว่างกลับขึ้นมา แสดงว่าเซนเซอร์ตรวจวัดแสงทำงานปกติ

 

20.) ทดลองเปิด-ปิด Wi-Fi และ Bluetooth หากค้นหาอุปกรณ์อื่นพบ หรือเชื่อมต่อได้ ถือว่าใช้งานได้ในเบื้องต้น

21.) ทดลองโทรเข้า-โทรออกด้วย FaceTime เข้า iPhone ของเราหรือของเพื่อนที่ใช้งาน FaceTime เพื่อดูการทำงานของไมค์และลำโพงสนทนา หากไม่สะดวก ให้ลองถ่ายวิดีโอ แล้วลองฟังเสียงที่ได้จากการถ่ายวิดีโอแทน

 

22.) เปิดกล้องถ่ายรูป จากนั้นทดสอบกล้องดังนี้

  • หลังจากเปิดกล้อง รอให้กล้องมีการ Focus ด้วยตัวเอง (ขึ้นกรอบสี่เหลี่ยมบนจอ) แล้วแตะถ่ายรูปทันที
  • ลองแตะหน้าจอเพื่อเปลี่ยนจุดโฟกัสด้วยตัวเอง แล้วกดถ่าย
  • ลองใช้นิ้ว 2 นิ้ว ถ่าง-หุบหน้าจอเพื่อทดสอบการซูมเข้า-ออก แล้วกดถ่าย (กล้องหน้าจะซูมไม่ได้)
  • ลองแตะหน้าจอที่ถ่ายรูป แล้วเลื่อนซ้ายหรือขวา (หากถือในแนวตั้ง จะเป็นการเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลง) เพื่อดูการสลับเมนูการใช้งานกล้อง

หากกล้องและหน้าจอตอบสนองปกติ เมื่อถ่ายเสร็จ ให้เข้าไปดูคุณภาพรูปได้ ว่าต้องคมชัดตามที่ควรจะเป็น

 

23.) ลองถ่ายวีดีโอสั้นๆ  และระหว่างถ่ายลองแตะโฟกัสเพื่อดูการทำงานขณะถ่าย

24.) สลับมากล้องหน้าสักเล็กน้อย เพื่อลองถ่ายดู โดยกล้องหน้าสามารถจับ Focus ในการถ่ายหน้าของผู้ใช้ได้ และใช้ถ่ายวีดีโอได้เช่นกัน

ทั้งหมด 24 ขั้นตอนที่แนะนำนี้ ทำให้เราได้ iPad เครื่องใหม่อย่างเรียบร้อย และมั่นใจในเบื้องต้นได้ว่า iPad เครื่องที่ซื้อจะพร้อมใช้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าไม่สะดวกจะเปิดบทความนี้ สามารถดูใบตรวจเครื่องจากบทความนี้ประกอบไปด้วยได้ หรือจะพิมพ์ใบตรวจ iPad ไว้ใช้ระหว่างซื้อได้เช่นกัน ดาวน์โหลดได้ด้านล่างนี้เลยครับ


 

ดาวน์โหลดใบรายการตรวจรับเครื่อง

 สามารถโหลดภาพ “ใบตรวจเครื่อง iPad” ขนาดเต็มเพื่อพิมพ์ใช้งานได้ที่นี่

 

หลังจากได้เครื่องใหม่กันแล้ว หากใครซื้อที่ร้าน ระหว่างทางกลับบ้าน ระวังมิจฉาชีพ และดูแลถุงใส่เครื่องดีๆ ด้วยนะครับ :)

 

อ่านเพิ่มเติม

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามกับทีมงาน หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke ทีมงานทุกท่านยินดีตอบทุกคำถามครับ^^


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke