Review : Apple AirPods “หูฟังไร้สายในอุดมคติที่กลายเป็นความจริง”

AirPods_3ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนได้ลองใช้ EarPods ผมประทับใจทรงของมันมาก เป็นหูฟังที่เอาข้อดีของการสวมสบายแบบ Earbuds ปกติ ผสานเข้ากับความกระฉับแต่ไม่อัดแน่นเกินไปแบบ In-Ears มันทำให้การฟังเพลงในเวลายาว ๆ เป็นอะไรที่ผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ จะติดก็อย่างเดียวก็คือ “สาย” ที่เกะกะในบางกิจกรรมไปเล็กน้อย จนผมคิดเล่น ๆ ขำ ๆ ไปว่า “ถ้ามีหูฟังทรงเดียวกับ EarPods แต่เป็นแบบ Bluetooth มันคงเจ๋งดีนะ ถ้า Apple ทำ​ EarPods แบบมีสายเชื่อมติดสองหู มีรีโมทสักหน่อย ชาร์จด้วย Lightning ที่ตัวหูเอา เออ ไม่เลวนะ”

หลังจาก iPhone 7 เปิดตัวออกมา ช่องหูฟัง 3.5mm ที่ออกไปเพื่อเหตุผลทางการออกแบบตัวเครื่อง เป็นจังหวะอันดีที่ Apple อยากให้ผู้ใช้งานขยับตัวมาใช้หูฟังแบบไร้สายให้มากขึ้น หูฟังแบบไร้สายระบบสเตอริโออย่างเป็นทางการตัวแรกของ Apple จึงถือกำเนิดขึ้นในชื่อว่า AirPods และเชื่อได้ว่า ภาพแรกที่เห็น AirPods ซึ่งเหมือนการนำหูฟัง EarPods แบบสายมาตัดสายออก แล้วสวมเข้าหูตรง ๆ จะสร้างกระแสล้อเลียนต่าง ๆ นา ๆ แถมราคาเปิดตัวที่ได้รับกระแสตอบรับว่า “แพง” แต่พอเปิดขายจริง ยอดจองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สั่งวันนี้ รอกันทีข้ามเดือน สวนกระแสแบบเข้าตำราคนบ่นไม่ซื้อ คนซื้อไม่บ่นกันเลยทีเดียว

สิ่งที่ผมสังเกตตัวเอง หรือจากคนรอบข้างที่คลั่งไคล้ Gadget ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าจะฟังเพลง มักจะเลือกใช้หูฟังไร้สายเป็นอุปกรณ์หลักแทนหูฟังแบบสาย มันทำให้เดินไปไหนมาไหนสะดวก ทำอย่างอื่นได้โดยสายหูฟังไม่ฉุดรั้ง ออกกำลังกายสะดวกขึ้น ถึงหูฟังไร้สายจะมีข้อจำกัดทั้งในแง่คุณภาพเสียง การรับ-ส่งสัญญาณ และราคาที่สูง แต่เมื่อได้อยู่กับมันอย่างเป็นกิจลักษณะ การลงทุนใช้หูฟังไร้สาย กลายเป็นเรื่องคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าทันที แต่ถ้าจะเลือก AirPods เป็นหูฟังไร้สายที่ใช้ทุกวัน มันจะดีพอขนาดต้องรอ 6 สัปดาห์ ? มันมีดีพอที่จะจ่ายเงินเกือบ 7 พันบาท ? ดีหรือไม่ ทั้งหมดที่จะได้อ่านนี้ คือการใช้ชีวิตระหว่างผมกับ AirPods ที่น่าจะนานพอที่รู้จักกันดีแน่นอนครับ^^

ส่องรอบตัว 

บรรจุภัณฑ์ของ Apple AirPods มาแบบทรงกล่องแนวเปิดกล่องแบบ iPhone / iPad ที่ต้องเปิดฝากล่อง แล้วปล่อยให้ของในกล่องไหลออกมาเอง โดยชั้นแรกสุดจะเป็นซองรวมคู่มือ ชั้นถัดมาจะเจอ AirPods ห่อในพลาสติกแบบขุ่นเอาไว้ (AirPods จะมีการชาร์จแบตเตอรี่มาจากโรงงานแล้ว แต่แบตเตอรี่ของหูฟังทั้งสองข้าง จะมีปริมาณไม่เท่ากัน) และใต้กล่องจะแถมสาย Lightning ให้อีกหนึ่งเส้นสำหรับไว้ชาร์จ AirPods ต่างหาก 

AirPods_1AirPods_2ตลับที่ใส่หูฟังเป็นแบตเตอรี่ในตัว ขนาดของมันเล็กพอ ๆ กับกล่องลูกอมแบบเม็ด หรือใหญ่กว่ากล่องไหมขัดฟันเล็กน้อย พื้นผิวของกล่อง เป็นแบบพลาสติกเงาเช่นเดียวกับหัวปลั๊กชาร์จ iPhone / iPad ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าไม่ดูแลดี ๆ จะเป็นรอยขนแมวได้ง่าย จึงไม่แนะนำให้เก็บรวมกับของมีคมในกระเป๋า ไม่ว่าจะเหรียญ กุญแจ หรือกระเป๋ากางเกงที่มีฝุ่นเยอะ ๆ เพราะตัวกล่องจะเยินเอาได้ง่าย ๆ แน่นอน และการชาร์จไฟให้ AirPods ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ต่อสาย Lightning เข้าไปด้านล่างตัวกล่องเท่านั้น ชาร์จได้ทั้งกับหัวปลั๊ก / USB คอมพิวเตอร์ / แบตเตอรี่สำรองต่าง ๆ

 

พกพาง่าย เรียบง่าย และใช้งานได้ทุกวัน ทุกโอกาส 

 

ฝาเปิดปิดเป็นแบบฝาแม่เหล็ก ต่อให้จับคว่ำหัวตอนเปิดฝาไว้ แล้วเขย่าแบบกะให้ฝาเปิดออกมาเอง ฝาก็ไม่เปิดออกมาแน่นอน แต่ถ้าจะเปิดใช้งาน แค่ถือไว้ ดีดฝาด้วยนิ้วโป้ง ก็เปิดออกง่าย ๆ และในตัวกล่องเอง ใช้ระบบแม่เหล็กยึดหูฟังเอาไว้ให้อยู่ในกล่อง ต่อให้เปิดฝาไว้แล้วคว่ำลง หูฟังก็ไม่ไหลออกมาแน่นอน แต่ถึงจะใช้แม่เหล็กดูด ก็หยิบหูฟังออกมาได้โดยง่าย เวลาเก็บกลับ แค่หย่อนลงก็ดูดเข้ากล่องอย่างแน่นหนาเช่นกัน ส่วนตัวฝากล่อง เมื่อปิดลงจะดูดด้วยแม่เหล็ก ซึ่งถ้าต้องการความนุ่มนวล ต้องค่อย ๆ ปิดลงไป เพราะถ้าปิดตามปกติ เสียงกระแทกของฝาจะค่อนข้างดัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของฝาที่ใช้แม่เหล็กเป็นตัวล็อก

AirPods_12หากสังเกตดี ๆ ด้านหลังของกล่อง AirPods จะมีปุ่มกดด้านหลัง โดยหน้าที่ของปุ่มนี้ เมื่อเปิดฝาไว้ แล้วกดค้าง จะเป็นการล้างข้อมูลการเชื่อมต่อ หรือกดค้างเพื่อให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วยวิธีการแบบดั่งเดิม เพียงเปิดฝากล่อง กดปุ่มนี้ค้างไว้ แล้วหูฟังจะอยู่ในสถานะพร้อมเชื่อมต่อ จากนั้นค่อยเลือก AirPods จากอุปกรณ์ปลายทางที่ต้องการเชื่อมต่อ 

การสวมใส่ที่คุ้นเคย 

รูปทรงตัวหูฟัง AirPods เป็นแบบทรงกลมรีแบบเดียวกับ EarPods ทุกประการ มิติความโค้ง มน กลม อวบ ทุกมิติเหมือนกันกับ EarPods แบบมีสายทุกประการ ต่างกันแค่ก้านของ AirPods จะหนากว่า EarPods เพราะเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่ ความหนาของก้านหู AirPods ช่วยให้ช่องของใบหูด้านล่างล็อคกับก้านนี้ได้พอดีมากขึ้น ในขณะที่ทรงมนของ EarPods ค่อนข้างทำมาเป็นกลาง ใส่ได้พอดีเกือบทุกใบหูของคนในโลกนี้อยู่แล้ว

AirPods_8แน่นอนว่า ถ้าใส่ EarPods แล้วรู้สึกพอดี AirPods ก็จะกระชับพอดีเช่นกัน แต่ถ้าใครใส่แล้วรู้สึกเหมือนจะหลุดหรือไม่พอดี ถ้าลองขยับให้ดี ๆ กดเข้าไปอีกหน่อย ก็จะพอดีได้ไม่ยากเช่นกัน แต่ถ้ายังไงก็หลวม หลุด อันนี้เป็นที่กายภาพของหูผู้ใส่ แต่โดยรวมแล้ว ถ้ากดเข้าไปแน่น ๆ และขยับให้ได้มุมจริง ๆ จะใส่ได้พอดีอย่างไม่มีปัญหา การขยับตัวในอิริยาบถต่าง ๆ รวมถึงสะบัดหน้าแรง ๆ กระโดดไปมาแรง ๆ ก็ไม่หลุดง่ายนัก จะหลุดได้ง่ายกรณีเดียว คือใครที่ใบหูมีเหงื่อออกง่าย หรือผิวหนังส่วนใบหูมันง่าย AirPods จะเริ่มเคลื่อนจากตำแหน่งที่มั่นคงจนทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกไม่มั่นใจ แต่เพียงแค่ถอดหูฟังแล้วเช็ดใบหูให้สะอาดทั้งหมด เช็ดหูฟังอีกนิด ใส่กลับไป ก็จะกลับมามั่นใจเช่นกัน 

 

ถ้า EarPods คือหูฟังที่ถูกกายภาพที่สุด AirPods คือหูฟังไร้สายที่ถูกกายภาพและเบาที่สุดเท่าที่เคยใส่มาเช่นกัน

 

น้ำหนักของหูฟังเบาในระดับที่ผู้ใส่เองก็อาจลืมไปว่า “ฉันกำลังใส่หูฟังอยู่” ความเบาของ AirPods ทำให้ทุกกิจกรรมในการสวมใส่ ไม่ว่าจะแค่ฟังเพลงเฉย ๆ หรือออกกำลังกาย ทำได้ง่ายและสะดวก แต่ถ้าใช้ออกกำลังกาย ตอนเช็ดเหงื่อที่หน้า ให้ระวังผ้าเช็ดหน้าถูจนเกี่ยวหูฟังหลุดก็พอ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าถามหาความเบา สบาย กับหูฟังไร้สายหนึ่งคู่ AirPods ตอบโจทย์เรื่องนี้แบบ 10 เต็ม 10 แน่นอน 

เชื่อมต่อง่ายที่สุดเท่าที่เคยใช้มีมา 

ปัญหาโลกแตกของหูฟังไร้สาย คือการเชื่อมต่อทั้งการจับคู่กับอุปกรณ์ใช้งานครั้งแรก หรือในครั้งถัด ๆ ไป เพื่อให้เห็นภาพว่ามันยุ่งแค่ไหน นี่คือลำดับการเชื่อมต่อหูฟังไร้สายกับ iPhone ในอดีต

จับคู่อุปกรณ์ครั้งแรก : เปิดหูฟังด้วยการกดปุ่มค้างให้ไฟกระพริบ -> เข้า Settings ไปเปิด Bluetooth -> รอสักครู่ให้ iPhone หาอุปกรณ์เจอ -> แตะชื่อหูฟังที่จะเชื่อมต่อ -> เชื่อมต่อใช้งาน 

เมื่อไม่ใช้หูฟัง : ปิดหูฟังทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กินแบตเตอรี่

ใช้หูฟังในครั้งต่อไป : เปิดหูฟัง -> เปิด Bluetooth ค้างไว้ -> เชื่อมต่อพร้อมใช้ 

แต่ถ้าเป็น AirPods การเชื่อมต่อครั้งแรก แค่เปิด Bluetooth ของ iPhone ไว้ (เปิดจาก Control Center ได้เลย หรือถ้าต่อ Apple Watch ไว้อยู่แล้ว ก็เท่ากับเปิดอยู่แล้ว) เปิดฝาตลับ AirPods แว็บถัดมา หน้าเมนูให้เชื่อมต่อ AirPods จะแสดงขึ้นมา แตะเชื่อมต่อที่หน้าจอ iPhone ทีเดียว เป็นอันเสร็จสิ้น ใช้งานได้เลย 

AirPods_4ความง่ายของการเชื่อมต่อ AirPods คือ ทุก iPhone / Apple Watch / iPad / iPod touch / Mac ที่ใช้ Apple ID เดียวกัน จะมีค่าการเชื่อมต่อของ AirPods ของเราอยู่ในเครื่องแล้ว ถ้าจะใช้ AirPods ฟังกับอุปกรณ์อื่น ถ้าเป็น iPhone / iPad / iPod touch เพียงแค่เปิด Bluetooth ที่เครื่องที่ต้องการใช้ฟัง เปิดตลับใส่หูฟัง แล้วเลือกจาก Settings หรือเลือกจากหน้าควบคุมการเล่นเพลงใน Control Center ก็ใช้งานได้ทันที และระหว่างใช้งาน ถ้าจะสลับไปเครื่องอื่นที่ต้องการฟังแทน ก็แค่เลือกหูฟังจากเมนู Bluetooth ของเครื่องได้เลย นั้นเท่ากับว่า เชื่อมต่อกับ iPhone เครื่องหลักของเรา แล้ว Apple เครื่องอื่นของเรา ก็พร้อมสลับได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องจับคู่กันใหม่อีกต่อไป 

 

เปิดฝา หยิบหูฟังใส่หู จบ…

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะแบ่งเพื่อนลองใช้ ถ้าเพื่อนใช้ iPhone เหมือนเรา เพียงแค่เปิดหน้าจอ+Bluetooth เอาไว้ และเปิดฝาตลับหูฟัง เครื่องของเพื่อนเราจะขึ้นหน้าจอถามว่า “จะเชื่อมต่อหรือไม่” ซึ่งแค่เลือกเชื่อมต่อก็ใช้ได้เลย และถ้าใช้ Android เพียงแค่เชื่อมต่อด้วยวิธีตามปกติ ก็สามารถใช้งาน AirPods ได้แบบหูฟังไร้สายทั่วไป โดยการเคาะสองทีที่หูฟังหากใช้ในระบบปฏิบัติการ Android จะรองรับแค่การเล่น / หยุดเล่นเพลงเท่านั้น 

ความง่ายในการเชื่อมต่อของ AirPods คือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ AirPods น่าใช้งานมาก ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมาหาวิธีการเชื่อมต่อ เพราแค่เปิด Bluetooth ของเครื่องเอาไว้ เปิดตลับหูฟัง แตะเชื่อมต่อ ทุกอย่างก็พร้อมใช้งานทันที แถมเชื่อมต่อไปแล้ว เครื่องอื่น ๆ ก็พร้อมให้เราใช้ได้เพียงแค่เลือกเชื่อมต่อ ไม่ต้องมาไล่เชื่อมต่อใหม่แต่ต้นแบบหูฟังอื่น ๆ ความง่ายของ AirPods จึงควรเป็นแบบอย่างให้หูฟังไร้สายอื่น ๆ ควรมีความสามารถแบบนี้เช่นกัน 

ใช้งาน(เกือบ)สะดวกด้วยคำสั่งเสียงผ่าน Siri 

เห็น AirPods มีแค่ตัวหูฟัง ไม่มีปุ่มอะไรเป็นพิเศษ แต่พระเอกของการใช้งาน AirPods ต้องยกให้ Infrared Sensor กับ Siri ที่ทำให้การใช้งาน การควบคุมหูฟัง ไม่ต้องยุ่งกับปุ่มอะไรเป็นพิเศษ โดยการใช้งานปกติ เมื่อดึงหูฟังออกจากกล่องมาใส่กับหู จะมีเสียง “ตึ๊ง” เป็นสัญญาณบอกว่า หูฟังต่อกับเครื่องพร้อมใช้งานแล้ว หากใช้ดูหนัง ฟังเพลง ขณะที่ฟังเพลงอยู่ ไม่ว่าจะฟังด้วยหูข้างเดียวหรือสองข้าง ถ้าดึงหูฟังออกจากหู หรือหูฟังหลุดออกจากหู เพลงจะหยุดการเล่นเองทันที เมื่อใส่หูฟังกลับเข้าไป เพลงหรือหนังที่ดูอยู่ จะกลับมาเล่นต่อให้ทันที 

การควบคุม AirPods จะใช้การเคาะสองทีที่หูฟัง (ควรใช้น้ำหนักระดับเคาะลงไปที่ตัวหูฟัง แตะเบา ๆ อาจไม่ติดได้) เคาะได้ทั้งหูซ้ายหรือขวา เคาะตรงตำแหน่งไหนก็ได้ของตัวหูฟัง จากนั้น Siri จะดังขึ้น เมื่อจบสัญญาณ “ตึ๊ง” ที่ Siri ดังขึ้น เราสามารถควบคุมหูฟังผ่านคำสั่งเสียงได้ดังนี้ 

“แบตเตอรี่หูฟัง” : สถานะแบตเตอรี่หูฟังจะแจ้งผ่าน Siri (ในกรณีที่ใส่ข้างเดียว Siri ที่แสดงผลบนจอ จะระบุด้วยว่าหูฟังข้างไหน) 

“หยุดเพลง” : เพลงจะหยุดเล่นให้ (ถ้าใช้ดูหนัง พูดแค่คำว่า “หยุด”) 

“เล่นเพลง” : เพลงจะเล่นต่อหรือเริ่มเล่นให้ (ถ้าใช้ดูหนัง พูดแค่คำว่า “เล่น”) 

“เพิ่มเสียง” : เสียงจะปรับดังขึ้นสองขีด

“ลดเสียง” : เสียงจะเบาลงสองขีด

“ปิดเสียง” : หูฟังจะปิดเสียงทั้งหมด

“เปิดเสียงดังสุด” : หูฟังจะเปิดเสียงดังสุด

“เปลี่ยนเพลง” : ข้ามไปเพลงถัดไป 

“กลับไปเพลงก่อนหน้า” : กลับไปเพลงที่ฟังผ่านมาแล้ว 

นอกจากนี้ ถ้าใช้คุยโทรศัพท์ เมื่อมีสายเข้า เพียงแค่เคาะที่หูฟังสองครั้งติดกัน จะเป็นการรับสาย และเมื่อสนทนาจบ การเคาะสองครั้งก็เท่ากับวางสายเช่นกัน 

AirPods_6ทั้งหมดนี้เป็นการใช้งานที่ออกแบบรับกับ AirPods ที่ไม่มีปุ่มใด ๆ ที่ตัวหูฟัง ซึ่งโดยรวม ถ้าไม่พูดคร่อมจังหวะตอน Siri เริ่มทำงาน ก็ใช้งานได้สะดวก แม่นยำทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การพึ่งพาคำสั่งเสียงกับ AirPods เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกมากนัก ในบางสถาณการณ์ที่มือก็ไม่ว่าง ไม่สะดวกใช้คำสั่งเสียง จะทำให้การใช้งาน AirPods กลายเป็นเรื่องไม่สะดวกได้ทันที และยังไม่นับกรณีที่ Internet ไม่ดี ใช้งาน Siri ไม่ได้ขึ้นมา การควบคุม AirPods โดยไม่ผ่านเครื่องยิ่งเป็นไปไม่ได้เช่นกัน

 

การควบคุมด้วยเสียงเป็นอะไรที่ล้ำมาก ใช้งานจริงได้ดี แต่ก็ไม่ได้สะดวกทุกโอกาสหรือตอบสนองได้แม่นยำทุกครั้ง  

 

โดยรวมแล้ว ถ้า AirPods ไม่พึ่งการใช้งานผ่านคำสั่งเสียงอย่างเดียว จะทำให้ AirPods สมบูรณ์แบบในการใช้งานทุกสถานการณ์ เพราะความสามารถเบื้องต้นที่เชื่อมต่อง่าย รับทราบสถานะการใช้งานผ่านการสวมใส่ ก็ทำได้ดีมากพอแล้ว ส่วนการสั่งงานผ่าน Siri ถึงจะออกมาง่ายและใช้ได้จริง แต่ก็ควรมีวิธีใช้งานอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากคำสั่งเสียงมารองรับด้วยเช่นกัน เพราะบางสถานที่ บางสภาพแวดล้อม การใช้คำสั่งเสียงอาจไม่สะดวกในแง่มารยาทของสถานที่นั้น ๆ หรือเสียงรบกวนที่ดังจนผู้ใช้อาจจะสั่งเบาเกินไปจน Siri ไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจ ถ้ารวมกับสถานการณ์บังคับว่า “ไม่สะดวกหยิบ iPhone” ก็จะยิ่งทำให้ AirPods ใช้งานลำบากได้เช่นกัน

ฟังเพลงก็ใช่ คุยโทรศัพท์ก็โดน

เวลาคิดถึงหูฟังที่ Apple ทำออกมาเอง ไม่ว่าจะหูฟัง Earbuds / In-Ear (2008) ก็เป็นหูฟังที่แค่พอฟังได้ ไม่แย่จนควรอยู่ในกล่อง แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุดจนพกเส้นเดียวเอาอยู่ มาถึงยุค EarPods ก็ทำได้ดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เสียงกลางที่แน่นขึ้น ช่วยให้ EarPods เป็นหูฟังที่ไว้ใจได้มากขึ้น และเมื่อมาถึง AirPods ประเด็นเรื่องคุณภาพเสียง ดูเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก ถึง Apple จะบอกผ่านวีดีโอพรีเซ็นต์ว่า “คุณภาพเสียงมั่นใจได้ว่า เยี่ยมมาก” แต่ของแบบนี้ ต้องลองฟังกันด้วยตัวเอง

เมื่อได้ลองฟัง สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อหูได้ยินเสียงที่ AirPods ขับออกมา คือ “ความหนักแน่นของเสียงกลาง” เป็นสิ่งแรกที่เด่นขึ้นมาทันที เมื่อเสียงออกจากหูฟัง เสียงร้องที่แน่น ชัด หากไฟล์เพลงที่ฟังดีมากพอ เสียงลมหายใจหรือตำแหน่งในการบันทึกเสียง การหายใจขณะร้องเพลงของนักร้อง เสียงของคอรัส เสียงปรบมือหรือดีดนิ้วประกอบเพลง สามารถถ่ายทอดผ่าน AirPods ได้เช่นกัน สิ่งที่ยอดเยี่ยมของ AirPods อย่างต่อมา คือเสียงสูงกับต่ำ สูงแบบไม่หวีดแหลม แต่ไปถึงในแบบที่ควรจะได้ฟัง ต่ำแบบลึกชัดเจน แต่ไม่ลึกจนไม่ได้ยินหรือรายละเอียดหาย 

AirPods_7และที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า คือการให้เสียงในสภาวะที่ต่างกันพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่นการชมภาพยนตร์ ในบางฉากที่ ดนตรีประกอบ+บทสนทนา+Effect ของฉากนั้น ๆ แสดงเสียงออกมารวมกัน หูฟังส่วนใหญ่เสียงทั้งหมดนี้มักจะกลืนรวมกันไปเลย ซึ่งเป็นข้อจำกัดของไดร์เวอร์ขับของหูฟังที่มีขนาดที่เล็ก แต่กับ AirPods สามารถแยกเสียงที่ทับซ้อนทั้งหมดในฉากภาพยนตร์หนึ่งเรื่องให้ได้ยินครบทั้งหมดได้ ถึงจะไม่ดีมาก แต่เสียงก็ไม่กลมหายไปแบบหูฟังอื่นแน่นอน 

 

เสียงกลางที่แน่น คือหัวใจที่ทำให้ AirPods มีคุณภาพเสียงที่ดีมาก 

 

แต่ถ้าเป็นคนชอบอะไรสักทางไปเลย เช่นเน้นเบส เน้นย่านเสียงบางจุดที่เหมาะกับแนวดนตรีที่ชอบฟัง AirPods อาจไปไม่สุดนัก เพราะภาพรวมของหูฟังทำมาค่อนข้างสายกลาง กับเพลงบางแนว อาจฟังไม่สนุกที่สุด แต่ก็ดีพอสำหรับการฟังเพลงเกือบทุกแนว แต่ถ้าให้นิยามแนวเพลงที่ AirPods ถนัดที่สุด เท่าที่ลองฟังมาหลาย ๆ แนว ก็คงเป็นเพลงที่เน้นเสียงร้อง หรือดนตรีที่มาจากเครื่องดนตรีจริง ซึ่ง AirPods ถ่ายทอดมาได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับทุกแนวเสียงที่ลองฟังมา 

ความนิ่งของการรับ-ส่งสัญญาณขณะใช้งาน ก็เป็นอีกสิ่งที่ AirPods ทำได้ดีมากเกินกว่าหูฟังไร้สายหลายรุ่นที่เคยได้ลอง จากประสบการณ์ส่วนตัว หูฟังไร้สายส่วนมาก มักจะมีปัญหาสัญญาณกระตุกเมื่อห่างจากเครื่องเกิน 5-10 เมตร ยิ่งถ้าเดินหากออกไป แล้วมีกำแพงหรือประตูขวางทางด้วยแล้ว อาการสัญญาณกระตุก ขาด ยิ่งเกิดง่ายขึ้นไปอีก แต่กับ AirPods สิ่งเดียวที่จะทำให้ AirPods มีการส่งสัญญาณกระตุกได้ คือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์เปิด Bluetooth หรือ Wi-Fi พร้อมกันเยอะ ๆ จนคลื่นความถี่ทั้งหมดตีกัน นอกนั้นแล้ว อาการที่เคยมีในหูฟังไร้สายแบบที่เคยใช้มา ไม่เกิดขึ้นใน AirPods ง่าย ๆ คุณภาพเสียงที่ถ่ายทอดให้ฟังลื่นไหล หากจากเครื่องจนสุดระยะทำงาน ก็คมชัดเหมือนอยู่ใกล้ ๆ 

ไมค์ของ AirPods เป็นอีกสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหูฟังไร้สายในตลาด เมื่อใช้สนทนาโทรศัพท์ หากอยู่ในสถานที่เงียบ หรือเสียงรบกวนค่อนข้างน้อย ความคมชัดของเสียงที่ปลายสายได้ยิน คือความคมชัดเหมือนเอา iPhone แนบหูคุยตามปกติ แบบถ้าไม่บอกว่ากำลังใช้หูฟังไร้สายในการสนทนาอยู่ ก็ไม่เชื่อว่านี่คือการคุยผ่านหูฟังไร้สาย 

 

ถ้าไม่บอกว่าใช้ AirPods คุยโทรศัพท์ เกือบทุกคนจะไม่เชื่อว่า กำลังใช้หูฟังไร้สายคุยด้วยอยู่ 

 

ทั้งหมดที่เล่ามา จะไม่ใช่เรื่องแปลกใจถ้าเป็นหูฟังแบบสาย แต่ทั้งหมดที่สัมผัสได้ เกิดขึ้นกับหูฟังไร้สาย และเชื่อว่า ถ้าได้ลองใช้ AirPods น่าจะถูกใจและประทับใจในคุณภาพทุกด้าน ไม่ว่าจะใช้การฟังเพลง ดูหนัง ที่ถ่ายอดเสียงได้ในเกณฑ์ดีมาก ความนิ่งในการรับข้อมูลขณะใข้งาน และไมโครโฟนที่รับเสียงได้คมชัด ถือเป็นสามสิ่งตามหน้าที่ของการเป็นหูฟังไร้สายที่ดีที่ควรทำได้อย่างครบถ้วน

พร้อมไปกับเราได้ทั้งวัน 

ตามที่ Apple ระบุไว้ว่า AirPods ใช้ได้ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง เมื่อใส่กลับลงไปในตลับ หูฟังจะทำการชาร์จให้เต็ม ซึ่งตลับที่เก็บหูฟัง จะทำให้หูฟังใช้งานได้ 24 ชั่วโมง จากการลองใช้งานภาพรวม ถ้าใช้ฟังเพลง ดูหนังแบบต่อเนื่อง จะสามารถใช้งานได้ประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที ไปจนถึง 6 ชั้่วโมงพอดี ถึงจะมีเสียงเตือนหูฟังแบตเตอรี่อ่อน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการใช้งาน ในส่วนการชาร์จไฟให้หูฟังเมื่อใส่กลับตลับ จะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที โดยประมาณ หูฟังทั้งสองข้างในตลับจะกลับมาเต็ม 100% พร้อมใช้ ส่วนแบตเตอรี่ของตลับเก็บหูฟัง ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100 ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยการชาร์จนั้น ถ้าหูฟังกับตลับแบตหมดพร้อมกัน หูฟังจะถูกชาร์จให้เต็มก่อน แล้วตลับจะเป็นลำดับถัดไปที่จะได้ชาร์จไฟ 

AirPods_5เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ผมใช้งาน AirPods ด้วยการฟังเพลงเฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง ใช้คุยโทรศัพท์ประมาณวันละ 2 ชั่วโมง คุยสั้น คุยยาว สลับกันไป ซึ่งแบตเตอรี่หนึ่งตลับ ใช้จนเมื่อเปิดฝา แล้วสถานะขึ้นไฟแดงว่าควรจะชาร์จตลับ ก็ประมาณ 2 วัน จึงพอประมาณได้ว่า ถ้าใช้แบบกระหน่ำทั้งวัน น่าจะอยู่ได้ครบหนึ่งวันพอดี แต่ถ้าใช้ ๆ วาง ๆ จะใช้ได้มากกว่า 2 วันขึ้นไป 

 

หูฟังชาร์จได้เร็วทันใจ ในขณะที่ตลับก็มีแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับใช้งานครบ 1 วันแน่นอน

 

โดยรวมแล้ว ระยะเวลาการใช้งาน AirPods หนึ่งครั้งเมื่อดึงออกจากตลับมาใส่หู ถือว่าทำได้ตามสเปค และเพียงพอกับการใช้งานต่อเนื่องตามธรรมชาติของการฟังเพลง ใช้เวลาชาร์จกลับในตลับที่ถือว่าไม่นานเกินไป และตัวตลับเอง ก็มีแบตเตอรี่ที่ชาร์จกลับหลังใช้งานได้เพียงพอกับหนึ่งวันแบบไม่ต้องลุ้นแน่นอน แต่ถ้าใช้หนักจริง ก็สามารถชาร์จไฟกลับเข้าทั้งตลับและหูฟังได้ในเวลาที่ไม่นานเกินไปเช่นกัน 

สรุป 

“หูฟังไร้สายในอุดมคติเกิดขึ้นแล้ว”

ไม่นึกว่าความคิดเล่น ๆ แว็บเดียวของตัวเอง จะกลายเป็นของจริงขึ้นมา แถมเป็นของจริงที่ล้ำเกินกว่าที่ผมคิดไปซะทุกอย่าง ผมอ้าปากค้างเล็ก ๆ ตอนเห็น AirPods เปิดตัว ไม่ใช่เพราะชอบหรือว๊าวอะไร แต่ความรู้สึกแรกที่ผมรู้สึกคือ “มันล้ำไปจนผมเข้าไม่ถึง” แน่นอนว่า กระแสวิจารณ์ไปก่อน เป็นไงไม่รู้ละ ได้พูดเอามันส์ก็พอของโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุกสินค้าใหม่ของ Apple เวลาออกใหม่ ก็ยิ่งเละเข้าไปใหญ่ แต่พอมันอยู่ตรงหน้าผม ได้แกะกล่องมาใช้งานแล้ว ณ เวลาที่เอาบทความขึ้น มันเป็นหูฟังไร้สายที่ผมรักและใช้บ่อยที่สุดไปแล้ว 

ความประทับใจที่ดีที่สุดในการใช้ AirPods มีตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกไปจนถึงทุกเวลาของแต่ละวัน เริ่มต้นครั้งแรกก็ง่าย ใช้งานครั้งต่อไปก็แค่เปิดฝา แล้วใส่หูฟัง ไม่ใช้แล้วแค่เก็บหูฟังลงตลับก็เสร็จ ความง่ายแค่นี้ ทำให้ผมลืมทุกหูฟังไร้สายที่ต้องมาคอย กดเปิด กดปิด แบบเก่า ๆ ไปเลย การสวมใส่ที่กินขาด ทั้งในแง่ความมั่นคง ความสบาย และน้ำหนักที่ใส่ฟังจนแบตเตอรี่หมดก็ไม่ล้าหูหรือเจ็บหู คือหน้าที่ที่ดีของหูฟังที่ควรจะเป็น ในขณะที่คุณภาพเสียงนั้น ในแง่คุณภาพก็ไม่น่าเป็นห่วง หรือต่อให้รสนิยมด้านเสียงคนละทางกับผม เมื่อได้ลองฟัง ถึงไม่รัก ก็ไม่ด่าหรือสาปส่งแน่นอน ในขณะที่ไมค์ของ AirPods ให้ความใสและแม่นยำจนหลอกคู่สนทนาได้เนียน แบบที่ถ้าไม่บอกว่า นี่ใช้หูฟังไร้สายคุยอยู่ ก็จะไม่เชื่อว่านี่คือคุณภาพของไมค์จากหูฟังไร้สาย และทุก 4-5 ชั่วโมงที่ฟังเพลงจนเสร็จ ผมแค่พักหูตัวเองให้รับเสียงโลกภายนอกสัก 30 นาที ผมก็พร้อมต่อเนื่องกับเพลงที่อยากฟัง 4-5 ชั่วโมงอีกรอบได้สบาย ๆ พอกลับถึงบ้าน ผมชาร์จตลับทิ้งตั้งแต่เข้าบ้าน แล้วทำธุระส่วนตัวเสร็จ แบตเตอรี่ก็เต็มตลับพร้อมลุยกับผมในวันถัดไปได้

AirPods_10ในความประทับใจที่ลงตัวตามอุดมคติของผม AirPods ก็ทำผมหัวเสียแบบไม่น่าหัวเสียได้เช่นกัน เรื่องใหญ่ที่สุดคือ “การควบคุม” จริงอยู่ การเคาะสองที แล้วใช้คำสั่งเสียงผ่าน Siri เป็นอะไรที่ล้ำมาก แต่เพราะคำสั่งเสียงเป็นการควบคุมหลักนี่ละ ก่อความไม่สะดวกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองนึกตามง่าย ๆ สมมุติฟังเพลงอยู่ อยากปรับเสียง อยากเปลี่ยนเพลง แตะสั่งเสร็จ แต่ Siri ไม่ทำงานเพราะเน็ตฯไม่เป็นใจ ต่อให้สั่งมันถูก แต่ก็จบด้วยความไม่สำเร็จ หรือสมมุติอยู่ท่ามกลางผู้คนในที่สาธารณะ หูฟังก็ใส่อยู่ ไม่รู้ตัวเองพูดดังไปไหม แล้วสั่งเปลี่ยนเพลง เพิ่มเสียง ลดเสียง แต่ตัวเราพูดเบาไปเพราะกลัวรบกวนคนอื่น ก็จบด้วยคำตอบจาก Siri ว่า “ขอโทษด้วย ฉันไม่แน่ใจ” หรือไม่ Siri ก็ได้ยินแบบผิด ๆ ถูก ๆ ทำงานให้เรารำคาญเล่น ๆ กันไป หรือพูดดังไปหน่อย โอเค ทำงานได้ถูกตามคำสั่งเรา แต่อาจทำให้คนแถวนั้นหันมามองเราอย่างตัวประหลาดแทน หรือถ้าคิดถึงเรื่องความละเอียดจริง ๆ การมาสั่งเพิ่มเสียง ลดเสียงผ่าน Siri ขณะที่เรากำลังเพลินกับเพลงที่ฟัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการโดน “ขัดจังหวะ” อยู่ดี โดยรวมแล้ว เท่าที่ลองใช้ในหลายรูปแบบแล้ว ยืนยันเลยว่า สิ่งที่อยากให้เพิ่มในการควบคุม AirPods แบบโดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านคำสั่งเสียง ก็คือการ “เพิ่มเสียงกับลดเสียง” ซึ่งถ้าแก้ตรงนี้ได้ มันจะสมบูรณ์แบบในหน้าที่ของมันจริง ๆ 

เรื่องต่อมาที่อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ คือการเช็คแบตเตอรี่หูฟังที่แอบไม่สะดวกนัก ถึงจะเปิดตลับแล้วดูไฟว่าเป็นสีอะไร แต่ก็แยกไม่ออกว่า ตลับมีแบตเตอรี่เหลือพอไหม หรือหูฟังชาร์จมาพร้อมใช้แค่ไหน ซึ่งถ้าไม่เปิดจอ iPhone ไว้ แล้วเปิดฝาตลับไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าแบตเตอรี่เหลือเท่าไหร่อย่างละเอียด ถ้าอยากให้ปรับ อยากให้เพิ่มวิธีการเช็คสถานะแบตเตอรี่ของตลับกับหูฟังแยกกันได้แบบคร่าว ๆ ได้ชัดเจนกว่านี้ก็จะดี 

AirPods_11เรื่องสุดท้ายที่อยากให้แก้โดยด่วน คือความเสถียรในการเชื่อมต่อขณะหยิบมาใช้งาน หลายครั้งที่มีโทรศัพท์เข้า หยิบ AirPods มาใส่หูแล้ว ไม่ว่าจะใส่ข้างเดียว หรือสองข้างแล้ว แต่ Bluetooth ใน iPhone กลับใช้เวลาในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องกับตัว AirPods นานเกินไป นานชนิดสายที่โทรเข้ามาตัดทิ้งไปแล้ว AirPods ยังต่อกับ iPhone ไม่ได้เลย บางทียังเชื่อมต่อช้ากว่ากดเปิดหูฟัง Bluetooth ธรรมดา ๆ ที่ไว้คุยโทรศัพท์อย่างเดียวเพื่อมารับสายแล้วคุยโทรศัพท์ หรือบางครั้ง หยิบ AirPods มาใส่แล้ว แต่ iPhone ที่ใช้งานอยู่ เปิด Bluetooth ทิ้งไว้แล้ว แต่เก็บอยู่ในกระเป๋า ก็ใช้เวลามากกว่า 2-5 วินาที กว่าที่ AirPods จะเชื่อมต่อกับ iPhone แบบพร้อมใช้งาน ซึ่งถ้าเทียบกับหูฟังไร้สายยี่ห้ออื่น ๆ อาการกดเปิดแล้วไม่ยอมต่อให้ทันที แทบจะไม่ค่อยเกิดขึ้นเลย แต่กับ ​AirPods ที่ใช้มาสามอาทิตย์ ผมเจออาการทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสิบรอบ และเมื่อพิจารณาดูแล้ว เชื่อว่าอาการนี้ ถ้าได้ซอฟท์แวร์อัปเดตมาแก้ ก็น่าจะดีขึ้นเช่นกัน 

ถึงเรื่องคำสั่งเสียง การปรับเสียง ควบคุมเพลงที่ไม่สะดวกที่สุด / การเช็คแบตเตอรี่ / อาการเชื่อมต่อช้า จะทำให้ผมรู้สึกหัวเสียไปบ้างกับการใช้ AirPods แต่ความดีอื่น ๆ ในภาพรวมแล้ว มันคือหูฟังไร้สายในอุดมคติที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา อยู่ด้วยแล้วเป็นมิตร ใส่ได้ทั้งวัน ทุกวัน และเพลินกับการใช้งานได้ทุกโอกาส หรือถ้าได้ลองแล้ว ยังไงมันก็ไม่ดีพอสำหรับคุณผู้อ่าน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด แต่ที่แน่ ๆ พื้นฐานของ AirPods ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องความเบา การสวมใส่ วิธีการเชื่อมต่อ คุณภาพเสียง คือการเซ็ทมาตราฐานใหม่ของหูฟังไร้สายทั้งวงการ ผู้ผลิตหูฟังไร้สายทุกเจ้า ควรจะทำให้ถูกหลักกายภาพ เชื่อมต่อครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ ไป ง่ายสุด ๆ และคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์กว่าที่เป็นอยู่ ในแบบที่ AirPods ทำได้ 

AirPods_13สุดท้ายนี้ ผมขอไม่ตัดสินว่า AirPods กับราคา 6,900 บาท คุ้มค่าหรือไม่? ตัวตนที่มันเป็นอยู่ ให้อารมณ์ทั้งถูกและแพงในสายของแต่ละคนได้ มันถูกมากสำหรับการซื้อความล้ำที่ใช้ได้จริงในปัจจุบัน และมันแพงมากถ้าเอาโจทย์ของความสมบูรณ์แบบเป็นตัวตั้งต้น แต่สิ่งคุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกคนหลังจากนี้คือ

หลังจากโลกนี้รู้จัก AirPods ผมขอให้ความง่ายแบบ AirPods ทำให้โลกของหูฟังไร้สายทั้งหมด มันง่าย มันสบาย มันใช้ดีจนควรให้ทุกคนที่ฟังเพลงไม่ควรเกะกะกับสายหูฟังอีกต่อไป


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke