กว่าจะเป็น iPhone ที่เราได้ใช้กัน เรื่องจริงที่ โหด มันส์ ฮา ครบรสของ Apple

กว่า 7 ปีที่แอปเปิลทำ iPhone ออกมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกันนั้น หารู้ไม่ว่าใน iPhone ตัวแรกสุดหรือที่เราเรียกกันเองอย่างติดปากว่า iPhone 2G / iPhone Classic นั้น เป็นงานที่ทำให้แอปเปิลทำงานแทบจะปวดหัวกันเป็นเกลียวเลยทีเดียว เพราะนอกจากต้องทำโปรเจคนี้กันแบบลับๆ แล้วนั้น แอปเปิลยังต้องเจอเรื่องเครียดๆ อีกเยอะมากถึงมากที่สุดอย่างที่ทุกคนคิดไม่ถึงแน่นอน

รายงานนี้เป็นรายงานพิเศษที่ New York Times จัดทำขึ้น โดยเล่าถึงเบื้องหลังของการเริ่มโครงการ iPhone ของแอปเปิลเมื่อ 7 ปีก่อน New York Times ได้เข้าไปสัมภาษณ์กับ Andy Grignon วิศวกรด้านเครือข่ายไร้สายของแอปเปิล และยังเป็นผู้ที่รับผิดชอบระบบการเชื่อมต่อของ iPhone อีกด้วย งานนี้ Grignon ก็เลยเล่าอย่างหมดเปลือกตั้งแต่ต้นเลยว่า ถ้าเขาไม่ซนแฮค Apple Newton ให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบไร้สายภายนอกได้นั้น ในวันนี้เขาคงจะไม่ได้มาทำงานในตำแหน่งนี้กับแอปเปิลแน่นอน

Andy Grignon (คนขวา) เจ้าของเรื่องราวเกือบทั้งหมดในครั้งนี้

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตัว Grignon ก็ตัดสินใจลาออกจากแอปเปิล พร้อมๆ กับเพื่อนร่วมงานอีกหลายๆ คนจากในแอปเปิล เพื่อออกมาตั้งบริษัท Pixo ในปี 2000 โดยจุดมุ่งหมายของการเปิดบริษัทนี้ก็คือพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาและโทรศัพท์มือถือ แต่ในที่สุดระบบปฏิบัติการที่เขาพัฒนาขึ้นนั้น ก็ถูกนำไปใช้กับ iPod รุ่นแรกสุดในปี 2001 และด้วยเหตุนี้ ทำให้ Grignon ได้กลับไปทำงานในรั้วแอปเปิลอีกครั้ง

iPod รุ่นแรกสุดในปี 2001 ที่ใช้ระบบปฏิบัติการจาก Pixo

Grignon ยังเล่าต่ออีกว่าพนักงานส่วนใหญ่ของแอปเปิล ถนัดแต่การทำโปรแกรมที่สามารถรีดพลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ออกมาได้มากที่สุด โดยไม่แคร์ว่าแบตเตอรี่จะมีมากน้อยขนาดไหน แต่กลับกัน จังหวะที่แอปเปิลคิดจะทำ iPhone นั้น พนักงานนี้กลุ่มนี้ต้องคิดกลับด้านทั้งหมด คือทำยังไงให้อุปกรณ์สามารถใช้งานได้นานที่สุด โดยที่ไม่เสียคุณภาพในการประมวลผลไปแทน ดังนั้นทำให้โครงการนี้ต้องเจอกับความลำบากในขั้นแรก และทำให้โปรเจคต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนสามารถเริ่มทำโครงการอย่างจริงๆ จังๆ ได้ในปี 2004 ในชื่อโครงการว่า Project Purple 2

เมื่อโครงการ iPhone เริ่มต้นขึ้นแล้ว…

หลังจากที่แอปเปิลเริ่มรันโครงการ iPhone ขึ้น Grignon ได้เข้ามาทำงานในฐานะวิศวกรด้านเครือข่ายไร้สาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ iPhone ด้วย นอกจากนี้แอปเปิลยังได้ดึงตัวสุดยอดทีมงานซูเปอร์สตาร์ของบริษัทเกือบทั้งหมดจากทุกๆ แผนกให้มาลงกับโปรเจคนี้ แต่งานนี้กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะโปรเจคนี้มันไม่ได้ง่ายสำหรับแอปเปิลเลยด้วยซ้ำ

ความคิดที่จะทำโทรศัพท์นั้น Steve Jobs มีความคิดมาตั้งแต่ปี 2001 หลังจากที่เปิดตัว iPod ไปได้ไม่นานแล้ว แต่เนื่องจากว่าแอปเปิลไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้มาก่อน จึงเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น จนในที่สุดความคิดที่จะซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือก็แว่บเข้ามาในหัวของแอปเปิล และบริษัทเป้าหมายนั้นก็คือ “Motorola Inc.” (เป็นบริษัทใหญ่ก่อนที่จะแยกออกเป็น Motorola Solution และ Motorola Mobility ที่กูเกิลซื้อไปทีหลัง เนื่องจากสภาวะทางการเงินของบริษัท) แต่เมื่อแอปเปิลพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ผลปรากฎว่า แอปเปิลตัดสินใจที่จะไม่ซื้อกิจการ เพราะดูแล้วไม่คุ้มที่จะลงทุน อีกทั้งตัวบริษัทในขณะนั้นยังใหญ่เกินไปที่จะซื้อกิจการมาเป็นของตน

Motorola ROKR E1 มือถือตัวแรกที่ฝัง iTunes มาให้ในตัว แต่ก็เป็นตัวแรกและตัวสุดท้ายที่ทำขึ้น

เมื่อกลับมามองขั้นตอนการทำตัวต้นแบบ แอปเปิลใช้เวลาในการทำต้นแบบถึงสองปี คือปี 2005 – 2006 โดยต้นแบบแรกสุดเป็นการใช้ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกับ iPod ที่มีฟังก์ชันการโทรศัพท์เพิ่มเข้ามา และมี Click Wheel สำหรับใช้หมุนแป้น ซึ่งต้นแบบตัวนี้ยังไม่ได้เอาแนวคิดของ OS X และหน้าจอทัชสกรีนเข้ามาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งต้นแบบที่เปลี่ยนมาใช้ OS X และหน้าจอทัชสกรีนนั้นจะเป็นตัวต้นแบบตัวที่สองในปี 2006

ต้นแบบตัวที่สองที่แอปเปิลทำออกมา จะมีลักษณะและรูปลักษณ์คล้ายกับ iPhone ที่วางขายจริง แต่ในการออกแบบ ฝาหลังของตัวเครื่องกลับเป็นโลหะทั้งหมด ตามแนวทางการออกแบบของ Jonathan Ive ผลก็คือเมื่อนำไปทดสอบสัญญาณจริงนั้นกลับพบปัญหาในการเชื่อมต่ออยู่มากมาย จนในที่สุดทีมวิศวกรต้องเรียกทีมดีไซน์เนอร์มาปรับจูนความเข้าใจกันจนกว่าจะลงล็อก ซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างหน้าจอทัชสกรีนนั้น เป็นครั้งแรกของโลกที่นำเทคโนโลยี Capacitive Touchscreen มาใช้กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วๆ ไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Capacitive Touchscreen ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1960 แต่เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาแพงมาก ทำให้ไม่เป็นที่นิยม ดังนั้นในตัวต้นแบบตัวที่สองและสาม จึงมีมูลค่าในการดำเนินการค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียว

ตลอดเวลาสองปีที่เสียไปกับการหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะบรรจุลง iPhone เครื่องนี้นั้น แอปเปิลต้องใช้เวลาและทรัพยากรอย่างมากที่จะทำมันออกมาให้ดีที่สุด ถึงขั้นต้องลองผิดลองถูกเอง และลงทุนไปมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.7 พันล้านบาท สำหรับการพัฒนา iPhone เครื่องนี้ ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์มันลงเอยแบบนี้ Jon Rubinstein อดีตผู้บริหารฝ่ายฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล (ที่ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งผู้บริหารของ HP) จึงเสนอให้แอปเปิลทำ iPhone ออกมาสองขนาด คือขนาดปกติ และขนาดเล็กที่มีราคาถูก แต่เนื่องจากสูญทรัพยากรในการพัฒนาโครงการไปเยอะแล้ว สิ่งที่ Rubinstein เสนอมาจึงทำให้ไม่ถูกพิจารณาไป

เมื่อโครงการ iPhone ต้องทำกันแบบลับๆ…

Tony Fadell

Tony Fadell อดีตผู้บริหารทีม iPod (ปัจจุบันลาออกไปทำ NEST) เล่าว่าโครงการ iPhone ที่แอปเปิลรันขึ้น ต้องทำกันในห้องแล็บลับที่แอปเปิลสร้างขึ้น พนักงานที่เข้า-ออกในห้องนี้ จะต้องใช้บัตรผ่านพิเศษทุกคน และมีข่าวลือกันในหมู่พนักงานบางส่วนของแอปเปิลที่คุยกันเล่นๆ ว่า ถ้าเอาบัตรผ่านพิเศษใบนี้ไปแอบเข้าห้องแล็บลับห้องนี้ ต่อให้เป็นบัตรผ่านที่ถูกต้อง ก็จะไม่สามารถเข้าไปได้ แถม… จะโดนยามรักษาความปลอดภัยกระชากลากตัวออกมาอีก

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ Fadell ยังบอกเพิ่มอีกว่า การทำโครงการนี้ Steve Jobs ออกปากตั้งแต่เริ่มโครงการว่า อยากให้แอปเปิลเดินโครงการนี้ได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น “ห้ามจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาทำงานนี้เด็ดขาด!” และถ้าเกิดว่ามีไฟลต์บังคับที่ต้องหาบุคคลภายนอกเข้ามาช่วยทำงานนั้น แอปเปิลจะใช้วิธีการเจรจาให้บุคคลนั้นมาทำงานกับแอปเปิลแทนที่จะส่งงานไปให้ทำ

ส่วนการติดต่อซื้อชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อมาทำต้นแบบกับซัพพลายเออร์นั้น แอปเปิลใช้วิธีการปลอมตัวและโกหกแทบทุกวิถีทางเพื่อปกปิดข้อมูลของ iPhone แบบสุดฤทธิ์ โดยการสั่งซื้อชิ้นส่วนบอร์ด แอปเปิลใช้วิธีโกหกกับซัพพลายเออร์ว่า ต้องการซื้อชิ้นส่วนไปทำ iPod รุ่นใหม่ ต้องปลอมแปลงชิ้นส่วนทั้งหมดแม้แต่ทำผลิตภัณฑ์ปลอมขึ้นเพื่อให้ซัพพลายเออร์ตายใจ และในการติดต่อกับซัพพลายเออร์บางบริษัท คนของแอปเปิลต้องโกหกว่ามาจากบริษัทอื่นๆ (เช่นโกหกว่ามาจาก Cingular) เพื่อไม่ให้รู้กันเลยว่าแอปเปิลกำลังแอบทำอะไรแบบลับๆ กันอยู่

ส่วนสำคัญที่สุดเลยก็คือ การที่แอปเปิลดึงตัวพนักงานระดับซูเปอร์สตาร์ของบริษัทเพื่อไปทำงานนี้นั้น มันเป็นการสร้างภาวะการกดดันครั้งใหญ่ให้กับพนักงานของแอปเปิลแทบทุกคน เพราะไม่มีใครรู้ ว่าแล็บลับแห่งนั้นกำลังทำอะไรอยู่ แม้แต่ทีม iPhone กันเอง ก็ไม่มีสิทธิ์คุยกันภายในทีม คนรับผิดชอบฝั่งระบบปฏิบัติการ ก็ต้องทดสอบกับตัวจำลองในเครื่อง Macintosh ส่วนฝ่ายฮาร์ดแวร์ ก็ต้องทดสอบกับระบบปลอมๆ ที่จัดทำขึ้นพิเศษเพื่อการนี้เฉพาะ

เมื่อโครงการ iPhone ใกล้เปิดตัวจริง…

ภาพที่แอปเปิลใช้โปรโมทงาน MacWorld 2007

ย้อนหลังจากวันที่ 9 มกราคม 2007 ไปประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ทีมงาน iPhone ทุกคนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสุดท้าย เพื่อให้ iPhone มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดก่อนที่งาน MacWorld 2007 จะมาถึง ทั้งนี้ปัญหามันเกิดขึ้นเพราะความรั้นของ Steve Jobs ที่ต้องการเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองแบบสดๆ ภายในงาน ถึงแม้ว่าทีมงานเกือบทุกคนจะเสนอให้ Steve Jobs อัดวิดีโอพรีเซ็นต์ผลิตภัณฑ์คร่าวๆ แต่มันก็ไม่ได้เข้าตาของ Steve Jobs เลยแม้แต่น้อย

นอกจากทีมงาน iPhone ที่ต้องลำบากแล้ว ตัว Steve Jobs เองก็ลำบากไม่ใช่น้อย เพราะเขาต้องใช้เวลาถึง 5 วัน ในการซักซ้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์ คุณ Grignon เล่าต่อว่าตัวเขาเองได้รับสิทธิพิเศษ และรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่เขาได้เข้าไปดูการซ้อมด้วยตนเอง แต่การเข้าไปดูครั้งนั้น เขาไม่ได้ดีใจอย่างที่ว่า เพราะเขาต้องเผชิญกับความกดดันตรงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ Steve Jobs เดโมฟีเจอร์ไปแบบตัวต่อตัว เพราะถ้าการสาธิตล่ม Steve Jobs จะไม่โทษว่าเป็นความผิดของเขาแน่นอน

อีกทั้งพนักงานต่างก็บอกว่า iPhone OS ตัวแรกยังไม่สมบูรณ์ มีปัญหาเรื่องความเสถียรของระบบ และไม่การันตีว่าเจอไม่เจอปัญหาระหว่างการนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วย อีกทั้งตอนสาธิต มีการทดสอบการโทรออกจริง (ซึ่งก็คือการโทรออกไปหา Jony Ive รวมถึงโทรไปแกล้งสั่งกาแฟที่ร้านสตาร์บัค 4,000 ถ้วย) จึงต้องให้ AT&T มาเตรียมพร้อมในครั้งนี้ด้วย

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหา ทีมงาน iPhone จึงตัดสินใจทำตัวต้นแบบขึ้นเป็นจำนวนมาก และล็อกให้นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้เฉพาะฟีเจอร์ที่ต้องการ 2-3 ฟีเจอร์ต่อเครื่อง ทุกเครื่องจะมีบอร์ดพิเศษที่ใช้ต่อออกโปรเจคเตอร์สำหรับนำเสนอผลิตภัณฑ์ในงาน ทั้งนี้ก็เนื่องจาก Steve Jobs ไม่อยากให้มือที่เค้าถือเครื่อง บังผู้ชมทั้งหมดจนเสียอรรถรสการมองเห็น และเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่า เหมือนตนเองกำลังถือ iPhone อยู่ในมือจึงสั่งให้ทำแบบนี้

ด้านสถานที่ ในงาน MacWorld ครั้งนั้นแอปเปิลได้เลือกใช้ Moscone West Center สำหรับจัดงานขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าก่อนหน้าวันงานจะมาถึง แอปเปิลตัดสินใจเช่าพื้นที่ทั้งหอประชุม กันพื้นที่ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออกอาคาร จัดยามรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุมตลอด 24 ชั่วโมง คนที่จะเข้านอกออกในจะต้องผ่าน Steve Jobs ทุกคน อีกทั้งก่อนวันงานหนึ่งวัน พนักงานสัญญาจ้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยคุมแสงไฟ หรือหน่วยเฝ้าบูตในงาน จะต้องนอนค้างภายใน Moscone West Center แห่งนี้ เพื่อไม่ให้ข่าวรั่วออกไปได้แม้แต่นิดเดียว

ศูนย์การประชุม Moscone West Convention Center

บรรยากาศการจัดสถานที่ก่อนวันงาน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้คำว่า “Welcome to 2007″ โดยไม่ใบ้ว่ามันคืออะไร

นอกจากนี้ AT&T จะต้องส่งวิศวกรมาจัดการระบบเครือข่ายให้แอปเปิลเป็นการส่วนตัวด้วย โดยเป็นการเข้ามาตั้งสถานีฐานย่อยๆ บนเวทีหนึ่งจุด เพื่อสำหรับใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยเฉพาะ และยังได้ใช้โหมดพิเศษหรือ Hard Code เพื่อบังคับให้สัญลักษณ์ความแรงของสัญญาณเต็มตลอด โดยไม่สนว่าสัญญาณในขณะนั้นจะเป็นอย่างไร อีกทั้งในเรื่องของ Wi-Fi แอปเปิลยังแก้ปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยน Router และจุดเชื่อมต่อ (Access Point) ใหม่ยกชุด ที่ใช้คลื่นความถี่แบบพิเศษของประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการตีกันของสัญญาณ Wi-Fi ของผู้เข้าร่วมงานจนทำให้ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi ภายในงานไม่สามารถใช้ได้นั่นเอง

Steve Jobs กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ทำให้อุปกรณ์การสื่อสารทั้งโลกต้องเปลี่ยนแปลง

ในที่สุดวันงานก็มาถึง ทีม iPhone ที่มีส่วนรับผิดชอบทุกคนต้องเข้ามานั่งรับผิดชอบ และมานั่งลุ้นด้วยกันว่างานเปิดตัวครั้งนี้ จะรอดอย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ หรือว่าจะเจอกับปัญหาอะไรอีกเป็นต้น งานนี้เพื่อเป็นการคลายความเครียดลง ทีมงานทุกคนเลยได้รับวิสกี้กันไปคนละหนึ่งขวด พร้อมแก้วช็อต 1 แก้ว (คือกะเอาให้เมาเพื่อคลายความเครียด) เวลาที่ Steve Jobs จะสาธิตลูกเล่นไหน ตัวอย่างเช่น ถ้า Jobs สาธิตการโทรออก ทีมงานฝ่ายระบบปฏิบัติการ และฝ่ายเครือข่าย (ซึ่ง Grignon ทำฝ่ายนี้) จะต้องยกซดแก้ววิสกี้กันคนละหนึ่งช็อตทุกครั้ง และนั่งลุ้นว่าไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น แต่ผลปรากฎก็คือ การสาธิตในงาน MacWorld ครั้งนั้น กลับผ่านไปด้วยดี วิสกี้ที่เตรียมไว้ก็หมดทุกขวด งานนี้พนักงานทีมนี้จึงโล่งใจและออกไปสังสรรค์กันต่อที่ร้านเหล้าทั้งวัน

หลังจากนั้น 5 เดือนกับอีก 20 วัน iPhone ตัวแรกก็วางขายอย่างเป็นทางการ และกลายมาเป็นสมาร์ทโฟนที่ครองใจผู้ใช้งานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ


ที่มา: New York Times


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke