SoftBank ประกาศเข้าซื้อกิจการ ARM บริษัทผู้ออกแบบพิมพ์เขียวชิปเซ็ต iPhone

chipset processor

เปลี่ยนมือกันแบบเซอร์ไพรซืไม่มีปี่มีขลุ่ยสำหรับข่าวอัพเดทชิ้นนี้ที่เครือธุรกิจเอกชนยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น SoftBank Group สามารถบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการ ARM Holding บริษัทเอกชนรายใหญ่จากอังกฤษได้เป็นผลสำเร็จ โดย ARM นั้นถือว่าเป็นผลผลิตระดับยอดมงกุฏของเอกชนประเทศอังกฤษซึ่งสามารถเจาะตลาดได้ในวงกว้างระดับทั่วโลกด้วยการออกแบบพิมพ์เขียวชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนและแท๊บเลตที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วโลกรวมถึง iPhone และ iPad ทั้งนี้พวกเขาได้จัดการครองส่วนแบ่งตลาดแบบเบ็ดเสร็จมาโดยตลอดแม้ว่าจะมีคู่แข่งอย่าง Intel เข้ามาพยายามแข่งขันแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จจนต้องล้มเลิกแผนการและถอนตัวออกไปในปี 2016 นี้

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ของ SoftBank ถูกระบุว่าจะใช้วงเงินอยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเงินปอนด์สเตอริงนั้นจะตกอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านปอนด์ โดยข้อเสนอดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่าเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ซึ่งถูกประเมินเอาไว้ที่ 1.68 หมื่นล้านปอนด์ และทางบอร์ดบริหารของ ARM ได้เห็นพ้องร่วมกันในการรับข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้แม้ว่าทางรัฐบาลของอังกฤษดูจะมีท่าทางเป็นกังวลต่อการเข้าซื้อกิจการจากต่างชาติจนอาจจะเข้ามาแทรกแซงการเจรจาได้ แต่แหล่งข่าวจาก BBC ระบุว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ของ SoftBank อาจจะช่วยเพิ่มการว่าจ้างงานของ ARM ในอังกฤษขึ้นเป็นสองเท่าตัวภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน ARM มีการว่าจ้างตำแหน่งงานอยู่ 3000 คน นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 1990

เป้าหมายของการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ของ SoftBank นั้นเชื่อว่าพวกเขาต้องการทำตลาดในกลุ่มของ Internet of Things ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเทรนด์กระแสใหม่ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนั้นจะสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เนตไร้สายได้ อีกทั้งปัจจุบัน SoftBank เองมีธุรกิจด้านการให้บริการเครือข่ายโทรศํพท์อยู่ทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาอยู่ก่อนแล้วด้วย ภายใต้การบริหารงานของ Masayoshi Son เครือธุรกิจของ SoftBank นั้นยังเป็นบริษัทที่มีการลงทุนอย่างหลากหลาย อย่างล่าสุดที่พวกเขาระดมเงินทุนเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ คือ ขายหุ้นของ Alibaba เช่นเดียวกับขายหุ้นในบริษัทพัฒนาเกมส์ Supercell Oy แห่งฟินแลนด์ให้กับเครือ Tencent ซึ่งทั้งคู่ทำงานรวมกันได้มากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ


ที่มา: bbc


ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/MacStroke และ Twitter @MacStroke